<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สนทนาธรรมตามกาล Archives - บุญต้องทำเอง</title>
	<atom:link href="https://volunteersdelight.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://volunteersdelight.com/tag/สนทนาธรรมตามกาล/</link>
	<description>เรารักบุญ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Sep 2025 13:45:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>
	<item>
		<title>มงคลที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล</title>
		<link>https://volunteersdelight.com/mongkol-30-discussing-dhamma/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[volunteers]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Sep 2025 06:17:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มงคลชีวิต 38 ประการ]]></category>
		<category><![CDATA[การแลกเปลี่ยนธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะสอนใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟัง-พูดธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[สนทนาธรรมตามกาล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://volunteersdelight.com/?p=1267</guid>

					<description><![CDATA[<p>กิจกรรม “สนทนาธรรมตามกาล” คือหนึ่งในมงคลชีวิต 38 ประการ ที่สนับสนุนให้เราไม่เพียงแต่ฟังธรรมะ แต่ยังแลกเปลี่ยน ซักถาม และแสดงออกถึงความเข้าใจ เพื่อให้ปัญญาแจ้งขึ้นในใจ</p>
<p>The post <a href="https://volunteersdelight.com/mongkol-30-discussing-dhamma/">มงคลที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล</a> appeared first on <a href="https://volunteersdelight.com">บุญต้องทำเอง</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1><span style="color: #3366ff;">มงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า</span></h1>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><strong><em>การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดด้วยจิตเมตตา</em></strong></span><br />
<span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><strong><em>เป็นที่มาแห่งความเจริญก้าวหน้าของวิชาการทางโลกฉันใด</em></strong></span><br />
<span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><strong><em>การสนทนาธรรมตามกาลด้วยความเคารพในธรรม</em></strong></span><br />
<span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><strong><em>ก็ย่อมนำมาซึ่งสติปัญญา</em></strong></span><br />
<span style="font-size: 14pt; color: #800000;"><strong><em>อันเป็นหนทางเพื่อความพ้นทุกข์ฉันนั้น</em></strong></span></p>
<h2><span style="color: #3366ff;">ทำไมจึงต้องสนทนาธรรมตามกาล ?</span></h2>
<blockquote><p><span style="color: #3366ff;"><span style="font-size: 12pt;">“ปญฺญา นรานํ รตนํ </span><span style="font-size: 12pt;">ปัญญาเป็นรัตนะของคน”</span></span><br />
<span style="font-size: 12pt; color: #3366ff;"><em>สํ. ส. 15/159/50</em></span></p></blockquote>
<p>นี่คือพุทธวจนะที่แสดงให้เห็นคุณค่าของปัญญา เพราะชีวิตคนนั้นมีปัญหามาก ปัญหาเหล่านั้นล้วนต้องแก้ด้วยปัญญา ใครมีปัญญามากก็เหมือนมีแก้วสารพัดนึกไว้ในตัว ย่อมสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ได้โดยง่าย</p>
<h3>ปัญญาเกิดได้จาก 2 เหตุใหญ่ คือ:</h3>
<ol>
<li>จากการฟังธรรมของกัลยาณมิตร ผู้มีปัญญารู้จริง</li>
<li>จากการพิจารณาไตร่ตรองโดยแยบคาย</li>
</ol>
<p>วิธีลัดที่จะทำให้เกิดปัญญาอย่างรวดเร็ว คือการสนทนาธรรมตามกาล ซึ่งเป็นการบังคับให้ตนเองต้องทั้งฟังทั้งพูด ต้องเป็นนักฟังที่ดี ฟังผู้อื่นพูดด้วยความตั้งใจ ฟังแล้วก็ต้องพิจารณาไตร่ตรองโดยแยบคายตามไปทันที สงสัยอะไรก็สามารถซักถามได้ นอกจากนั้นถ้าตนเองมีความรู้ในธรรมะเรื่องใดก็นำมาพูดเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ด้วย</p>
<p>แต่ทั้งหมดนี้จะต้องทำอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นจะเกิดโทษมากกว่าคุณ</p>
<h1><span style="color: #3366ff;">สนทนาธรรมตามกาล คืออะไร?</span></h1>
<p>การสนทนาธรรมตามกาล คือการพูดคุยซักถามธรรมะซึ่งกันและกันระหว่างคน 2 คนขึ้นไป มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดปัญญา โดยรู้จักเลือกและแบ่งเวลาให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ได้รับความเบิกบานใจ มีความสุขความเจริญและบุญกุศลไปในตัวด้วย</p>
<h2><span style="color: #3366ff;">ความหมายของ “ธรรม” ในพระพุทธศาสนา</span></h2>
<ol>
<li><strong>ธรรม</strong> หมายถึง ความจริงตามธรรมชาติ เช่น คนเราต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่เป็นธรรมะคือความเป็นจริงตามธรรมชาติ</li>
<li><strong>ธรรม</strong> หมายถึง ความดีความถูกต้อง เช่น การให้ทาน การรักษาศีล มีเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ ใครปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้เรียกว่า ปฏิบัติธรรม</li>
</ol>
<p>การสนทนาธรรมที่ถูกต้อง จึงหมายถึง การสนทนาให้รู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลธรรม (ความชั่ว) จะได้ละเว้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลธรรม (ความดี) จะได้ตั้งใจทำให้มาก และสิ่งใดเป็นอัพยากตธรรม (ความจริงตามธรรมชาติ ไม่ดีไม่ชั่ว) ก็รู้เท่าทันทุกประการ จะได้ไม่หลงเข้าใจผิดให้เกิดทุกข์</p>
<h2><span style="color: #3366ff;">ความยากในการสนทนาธรรม</span></h2>
<p>การสนทนาธรรม หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “คุยธรรมะ” นั้นดูเผินๆ ก็ไม่น่ายาก แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ดูเบาในการสนทนาธรรม มักมีเรื่องวงแตกกันอยู่บ่อยๆ เช่น พ่อลูกนั่งดื่มเหล้าคุยธรรมะกัน เถียงกันเรื่องบาปบุญจนเกิดเหตุทะเลาะรุนแรง นี่ก็เพราะดูเบาในการสนทนาธรรม</p>
<h3><span style="color: #3366ff;">เงื่อนไขสำคัญของการสนทนาธรรม</span></h3>
<p>คู่สนทนาต้องพูดธรรมะเป็น คือเมื่อเข้าใจอย่างไรแล้วก็สามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดให้เขาเข้าใจตามนั้นได้ โดยยึดหลักการพูดในมงคลที่ 10 คือ “วาจาสุภาษิต” ซึ่งประกอบด้วย:</p>
<ol>
<li>เรื่องที่พูดต้องเป็นเรื่องจริง</li>
<li>ต้องพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ</li>
<li>เรื่องที่พูดนั้นเป็นเรื่องมีประโยชน์</li>
<li>ต้องพูดด้วยจิตเมตตา</li>
<li>ต้องพูดถูกกาลเทศะ</li>
</ol>
<h1><span style="color: #3366ff;">หลักการพูดและฟังธรรมะอย่างถูกต้อง</span></h1>
<h2>1. การพูดธรรมะต้องยึดความถูกต้องเป็นหลัก</h2>
<p>การพูดธรรมะนั้นจะต้องยึดเอาความถูกต้องเป็นหลัก ไม่ใช่พูดเอาความถูกใจ คนส่วนมากในโลกนี้ชอบให้เขาชม แต่ว่าสนทนาธรรมกันแล้วมัวไปนั่งชมอยู่อย่างเดียว “คุณก็เก่ง ฉันก็เก่ง” เดี๋ยวก็ได้บ้ากันทั้งคู่ แต่ก็ไม่ใช่มานั่งติอย่างเดียว “คุณนิสัยอันโน้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ดี” คนเรายังไม่หมดกิเลส เดี๋ยวก็ทนกันไม่ได้ ยิ่งถ้าแถมมีการยกตนข่มท่านเข้าไปอีก หรือไม่ก็ยกสำนักมาอวดกัน “ถึงฉันไม่เก่ง อาจารย์ฉันก็เก่งนะ” อะไรทำนองนี้ เดี๋ยวก็ผูกใจเจ็บกัน สนทนาธรรมไปได้ 2-3 คำจะกลายเป็นสนทนากรรมไป จะต้องมีความพอเหมาะพอดี รู้จักใช้วาจาสุภาษิต</p>
<h2>2. คู่สนทนาต้องฟังธรรมเป็น</h2>
<p>การฟังธรรมนี่ดูเผินๆ เหมือนจะง่าย ถึงเวลาก็แค่ไปนั่งฟังไม่เห็นจะมีอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฟังธรรมะที่ถูกต้อง คือฟังด้วยความพิจารณา รู้จักควบคุมใจให้พิจารณาตามธรรม หยิบยกเอาประโยชน์จากการฟังนั้นยาก ยากกว่าการพูดธรรมะให้คนอื่นฟังหลายเท่า ที่ว่ายากนั้นก็เป็นเพราะ</p>
<h3>2.1 ยากที่จะควบคุมใจให้อยากฟังธรรม</h3>
<p>เพราะการฟังธรรมนั้นไม่สนุกเหมือนการไปฟังละคร ฟังเพลง ถ้าไม่รู้จักควบคุมตนเอง ฟังไปได้สักนิดหนังตาก็เริ่มหนักพาลจะหลับเอา หรือไม่อย่างนั้นก็นั่งใจลอย คิดไปถึงเรื่องอื่น มีผู้เปรียบว่าการควบคุมใจให้อยากฟังธรรมะนั้น ยังยากกว่าคุมลิงให้นั่งนิ่งๆ เสียอีก</p>
<h3>2.2 ยากที่จะยอมรับธรรมะที่ได้ยินนั้นเข้าไปสู่ใจ</h3>
<p>ทั้งนี้ก็เพราะกิเลสต่างๆ ในตัวเรา เช่น ความหัวดื้อ ความถือตัว ความเห็นผิด ฯลฯ มันคอยต่อต้านธรรมะไว้ พอเรื่องธรรมะที่ได้ฟังขัดกับความเคยชินประจำตัว เช่น ฟังว่าต้องมีวินัยให้ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ฟังแล้วก็เริ่มขัดใจ เพราะมันขัดกันกับความเคยชินของตัวเอง ขัดกับกิเลสในตัวเลยไม่ค่อยจะยอมรับ มันนึกค้านในใจ</p>
<p>ผู้ที่จะฟังธรรมเป็นนั้น จะต้องหมั่นฟังธรรมบ่อยๆ จนเคยชิน ฝึกเป็นคนมีความเคารพ มองคนอื่นในแง่ดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว มีความสันโดษ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม รู้จักพอรู้จักประมาณ และมีความกตัญญูรู้อุปการคุณ ที่ท่านทำแล้วแก่ตน จะทำให้มีอัธยาศัยใฝ่ธรรมฟังธรรมเป็น สามารถรองรับธรรมะที่ได้ยินได้ฟังนั้นได้</p>
<h2>3. คู่สนทนาต้องสนทนาธรรมเป็น</h2>
<p>คู่สนทนาต้องสนทนาธรรมเป็น คือ ต้องทั้งฟังด้วย และพูดด้วยในเวลาเดียวกัน เขาพูดเราฟัง เราพูดเขาฟัง บางอย่างเราไม่อยากจะฟัง แต่เมื่อเขาพูดเราก็จำต้องฟัง บางอย่างเราอยากจะพูด แต่ไม่มีจังหวะที่จะพูดก็จำต้องระงับใจไว้ไม่พูด เมื่อตอนสอนคนอื่นเขาไม่มีใครค้านสักคำ นิ่งฟังยอมเราหมด แต่ตอนสนทนาธรรม เราจะต้องลดตัวลงมาอยู่ในฐานะเป็นทั้งคนพูด ทั้งคนฟัง ถ้าพูดถูกเขาก็ชม พูดผิดเขาก็ค้าน อาจถูกติ ถูกขัด ถูกแขวะ ถูกชม ถูกค้าน ได้ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้แหละที่ยั่วกิเลสนักหนา ถ้าไม่ควบคุมใจให้ดี กิเลสมันก็คอยจะออกมาจุ้นจ้านให้ได้ ขึ้นต้นคนกับคนคุยธรรมะกัน ไปได้ไม่กี่น้ำ กิเลสกับกิเลสมันออกมาโต้กันให้ยุ่งไปหมด</p>
<p>ผู้ที่จะสนทนาธรรมได้ จึงต้องฝึกขันติจนมีความอดทนต่อการถูกติเป็นเลิศ ทนคำพูดที่ไม่ชอบใจได้ทั้งจากคนที่สูงกว่าและต่ำกว่า มีความว่าง่าย สอนง่ายในตัว และต้องเลือกคู่สนทนาเป็น คือต้องเป็นคนประเภทสมณะใฝ่สงบด้วยกัน</p>
<p>มีผู้อุปมาไว้ว่า การพูดธรรมะให้คนอื่นฟังก็เหมือนชกลม ชกจนหมดแรงเราก็ไม่เจ็บสักนิด ลมมันแพ้เราทุกที ทีนี้การฟังธรรมที่คนอื่นพูด เหมือนการชกกระสอบทราย คือชกไปก็รู้สึกเจ็บมือมาบ้าง ฟังเขาพูดก็เหมือนกันใจเราสะเทือนบ้าง แต่การสนทนาธรรมนั้นเหมือนการขึ้นชกบนเวทีจริงๆ เราชกเขาเขาชกเรา ชกกันไปชกกันมา ถูกล่อถูกหลอก ถูกกวนใจตลอดเวลา ถ้าไม่ระวังให้ดีอาจทนไม่ได้โกรธขึ้นมา ตนเองกลายเป็นคนพาลไป</p>
<h1><span style="color: #3366ff;">ข้อควรปฏิบัติในการสนทนาธรรม</span></h1>
<ol>
<li>ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน ถ้าเป็นฆราวาสก็ต้องรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ หรือถ้ารักษาศีล 8 มาล่วงหน้าสัก 7 วันก่อนสนทนาได้ยิ่งดี ไม่ใช่เพิ่งสร่างเมาแล้วมาคุยธรรมะกัน หรือว่ากินเหล้าไปก็คุยธรรมะไป อย่างนั้นใช้ไม่ได้</li>
<li>ต้องหมั่นเจริญสมาธิภาวนาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสนทนาธรรม ถ้าได้ทำสมาธิก่อนจะดีมาก เพราะใจจะผ่องใสดี ทำสมาธิจนรู้สึกเหมือนอย่างกับว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราเป็นก้อนธรรมทั้งก้อน ให้ตัวเป็นธรรมใจเป็นธรรมเสียก่อนแล้วจึงมาสนทนาธรรมกัน</li>
<li>แต่งกายสุภาพ ทีแรกที่เราชำระศีลให้บริสุทธิ์นั้น กายกับวาจาเป็นธรรมแล้ว พอเราทำสมาธิบ่อยๆ เข้า ใจของเราก็เป็นธรรมด้วย ถึงเวลาจะสนทนาก็ต้องแต่งกายให้สุภาพ สะอาดตา ยิ่งถ้าเป็นชุดขาวได้ยิ่งดีมาก ไม่ควรใช้เสื้อผ้าสีบาดตา ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องประกอบกายของเราก็เป็นธรรมด้วย</li>
<li>กิริยาสุภาพ จะยืนจะเดินจะนั่งให้เรียบร้อย หนักแน่น สงบเสงี่ยม สำรวม มีกิริยาเป็นธรรม ไม่ให้กิริยาของเราทำให้ผู้อื่นขุ่นใจ เช่น เดินลงส้นเท้ามาปังๆ</li>
<li>วาจาสุภาพ คือมีวาจาสุภาษิตดังได้กล่าวมาแล้ว ไม่พูดเสียงดัง ไม่สรวลเสเฮฮา ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่รู้บอกว่าไม่รู้ ควรชมก็ชม ควรติก็ติ แต่ไม่ด่า</li>
<li>ไม่กล่าวค้านพุทธพจน์ เพราะพุทธพจน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น โดยเนื้อแท้แล้วย่อมถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ อรรถกถาหรือฎีกาเกือบทั้งหมดก็ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับว่าสติปัญญาของเรามีพอจะไตร่ตรองตามท่านหรือไม่ ถ้าเราไปกล่าวค้านหรือปฏิเสธโดยเด็ดขาดไว้แล้ว ประการแรกก็ไม่รู้จะใช้อะไรเป็นมาตรฐาน ประการที่สอง หากคู่สนทนาอธิบายหรือชี้แจงถึงเหตุผลให้เราฟัง แม้เราจะเข้าใจก็อาจไม่ยอมรับ เพราะกลัวเสียหน้า มีทิฏฐิ ทำให้เกิดการวิวาทบาดหมางใจกันได้ ดังนั้นสำหรับอรรถกถาหรือฎีกา เมื่อไม่เห็นด้วยก็ควรแสดงเพียงแต่ว่ารู้สึกสงสัย หรือแสดงความเห็นของตนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มากกว่า พร้อมกับขอความเห็นจากคู่สนทนา</li>
<li>ไม่พูดวาจาที่ทำให้เกิดความแตกร้าว ไม่ใช้คำพูดก้าวร้าวรุนแรง แต่ใช้วาจาที่ก่อให้เกิดความสามัคคี ประสานน้ำใจ</li>
<li>ไม่แสดงอาการโกรธเมื่อถูกขัดแย้ง เราพูดอะไรไป ถ้าเขาแย้งมาอย่าเพิ่งโกรธ ให้พิจารณาไตร่ตรองดูโดยแยบคาย เพราะบางทีเราอาจมองข้ามอะไรบางอย่างไป เรื่องบางเรื่องอาจถูกในที่หนึ่ง แต่ผิดในอีกที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ ถ้าเราด่วนโกรธเสียก่อน ความคิดที่จะไตร่ตรองตามก็ไม่มี ปัญญาของเราจะถูกความโกรธปิดบังหมด</li>
<li>ไม่ปรารถนาลามก คิดที่จะให้ตนมีชื่อเสียง อยากเด่นอยากดัง ตั้งใจจะฉีกหน้าผู้อื่นเพื่อให้ตนดัง ถ้าวันไหนจะไปสนทนาธรรมแล้วเกิดมีความรู้สึกอยากจะไปฉีกหน้าใคร วันนั้นนอนอยู่บ้านดีกว่า มันไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้นแล้ว อย่าไปสร้างเวรสร้างกรรมเลย</li>
<li>ตั้งจิตไว้ว่าจะสนทนาธรรมเพื่อให้เกิดปัญญา จะเอาความรู้ของเราไปต่อเอาความรู้คนอื่นเขามา ไม่ใช่ไปเพื่ออวดรู้ แต่จะไปแลกเปลี่ยนความรู้กัน</li>
<li>ไม่พูดออกนอกเรื่องที่ตั้งประเด็นไว้ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นอวดดีหรือนินทาคนอื่นไป เช่น พูดเรื่องบาป พูดไปพูดมากลายเป็นว่า “ฉันน่ะไปทำทานไว้ที่นั่นที่นี่” กลายเป็นอวดว่าฉันใจบุญนะ หรือพูดเรื่องทาน พูดไปพูดมากลายเป็นว่า “อุ๊ย! แม่คนนั้นน่ะขี้เหนียว อีตาเศรษฐีคนนั้นก็ขี้เหนียว” ถามว่าใครดี “ฉัน&#8230;ฉัน” อย่างนี้ใช้ไม่ได้</li>
<li>ไม่พูดนานไปจนน่าเบื่อ รู้จักกาลเทศะ เรื่องบางเรื่องแม้น่าฟัง แต่ถ้าพูดนานไปมากไป ผลที่ได้กลับจะน้อยลงกว่าพูดพอดีๆ เหมือนคนรับประทานอาหาร แม้เป็นอาหารดีรสอร่อย ถ้ารับประทานอิ่มไปจนจุกท้องเฟ้อ ทีหลังก็จะพาลขยาดไม่อยากจะรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ</li>
</ol>
<h1><span style="color: #3366ff;">วิธีสนทนาธรรม</span></h1>
<p>โดยสรุป หลักในการสนทนาธรรมรวมได้เป็น 3 ประการ คือ:</p>
<ol>
<li><strong>สนทนาในธรรม</strong> คือเรื่องที่จะสนทนากันต้องเป็นเรื่องธรรมะ ให้อยู่ในวงธรรมะ อย่าออกนอกวง เช่น ถ้าพูดถึงการทำความดีก็ให้สุดแค่ทำดี อย่าให้เลยไปถึงอวดดี ถ้าจะพูดถึงเรื่องการป้องกันไม่ให้ทำความชั่ว ก็ให้สุดแค่ป้องกันการทำชั่ว อย่าให้เลยไปถึงนินทาคนอื่น</li>
<li><strong>สนทนาด้วยธรรม</strong> คือผู้ที่สนทนากันจะต้องไม่แสดงกิริยาวาจาให้ผิดธรรมะ เช่น ทางกายก็มีการเคารพกันโดยฐานานุรูป ควรไหว้ก็ไหว้ ควรกราบก็กราบ อย่าคิดทะนงตัวด้วยเหตุคิดว่ามีความรู้มากกว่าเขา ในทางวาจา ก็ใช้ถ้อยคำสุภาพเรียบร้อย เป็นวาจาสุภาษิต ถ้าฝ่ายหนึ่งถูกก็ชม ถ้าอีกฝ่ายผิดก็ทักโดยสุภาพ ไม่กล่าววาจาเหน็บแนมล่วงเกิน และถ้าพลาดพลั้งก็ขอโทษ ไม่ใช่สนทนากันด้วยกิเลส หรือปล่อยกิเลสออกมาโต้กันดังได้กล่าวมาแล้ว</li>
<li><strong>สนทนาเพื่อธรรม</strong> คือผู้สนทนาต้องตั้งจุดมุ่งหมายไว้ในใจของตนให้แน่นอนว่า เราจะหาความรู้ความเข้าใจในธรรมะให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ใช่จะอวดรู้หรืออวดธรรมะ แม้บางจังหวะเราเป็นผู้แสดงความรู้ออกไป ก็คิดว่าเราจะเอาความรู้ของเราไปต่อเอาความรู้ของผู้อื่นเข้ามา มิใช่จะเพื่ออวดรู้</li>
</ol>
<h2><span style="color: #3366ff;">วิธีเลือกคู่สนทนาธรรม</span></h2>
<p>หลักในการเลือกคู่สนทนาธรรมมีอยู่ 2 ประการ คือ:</p>
<ol>
<li>คู่สนทนาต้องมีอัธยาศัยใฝ่ธรรมและสงบเสงี่ยมเยี่ยงสมณะ แม้เป็นฆราวาสก็เป็นคนรักสงบ ไม่เป็นคนชอบอวดภูมิ ไม่ชอบโม้</li>
<li>เรื่องที่จะสนทนาต้องเหมาะกับบุคคลนั้นๆ เช่น คุยเรื่องพระวินัยกับผู้เชี่ยวชาญพระวินัย คุยเรื่องชาดกกับผู้เชี่ยวชาญชาดก จะสนทนาเรื่องสมาธิก็เลือกสนทนากับผู้ที่เขาฝึกสมาธิมาแล้วอย่างจริงจัง เป็นต้น</li>
</ol>
<h2><span style="color: #3366ff;">การสนทนาธรรมในครอบครัว</span></h2>
<p>ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาในครอบครัวไทยก็มีการสนทนาธรรมกันอยู่เป็นประจำแล้ว เช่น กลางวันพ่อแม่ออกไปทำนา ทำสวน ทำงานอื่น ๆ ผู้เฒ่า ปู่ย่าตายายที่อยู่บ้านก็ทำงานสานกระบุงสานตะกร้าไปบ้าง ทำงานอื่น ๆ บ้าง เด็กๆ ก็วิ่งเล่นกันอยู่ใกล้ๆ สักพักปู่ย่าตายายก็เรียกมาล้อมวงเล่านิทานให้ฟัง ซึ่งก็ไม่พ้นนิทานธรรมะ เรื่องชาดกบ้าง เรื่องอื่นๆ บ้าง เด็กๆ ฟังแล้วสงสัยสิ่งใดก็ซักถามกัน ทำบ่อยๆ เข้า เด็กก็ซึมซาบธรรมะไปในตัว</p>
<p>หรือตกเย็นตอนรับประทานอาหารก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา รับประทานอาหารเสร็จแล้วพ่อแม่ก็หยิบยกเรื่องธรรมะมาคุยกันบ้าง เล่าให้ลูกฟังบ้าง เป็นการสนทนาธรรมกันในครอบครัว ขณะเดียวกันก็คอยสังเกตลูก ๆ ด้วย เพราะโดยธรรมชาติของตัวเด็กเองก็พอจะทราบอยู่บ้างว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าในวันนั้นเขาไปทำอะไรผิดมา จะมีพิรุธอยู่ในตัว ถ้าพ่อแม่สังเกตก็จะเห็น แล้วก็จะได้ตักเตือนสั่งสอนกัน แต่ถ้าเด็กทำผิดถึง 3 ครั้ง แล้วยังจับไม่ได้ ก็จะไม่มีพิรุธให้เห็นอีก เพราะเด็กจะเกิดความเคยชิน และถึงจะจับได้ภายหลังก็แก้ยาก เพราะความเคยชินจนติดเป็นนิสัยแล้ว</p>
<p>ปัจจุบันโอกาสที่จะสนทนาธรรมกันในครอบครัวมีน้อยลง ส่วนใหญ่พอตกเย็นหลังจากรับประทานอาหารแล้ว พ่อแม่ลูกก็นั่งล้อมวงดูทีวี ดูวีดีโอ หรือต่างคนต่างทำกิจกรรมของตน ไม่มีโอกาสได้พูดคุยธรรมะกัน ซึ่งอันนี้เป็นข้อบกพร่อง จะทำให้พวกเราพลาดไป ถ้าพ่อแม่คนไหนอยากได้ลูกดี เป็นลูกแก้ว นำชื่อเสียงความเจริญมาสู่ตระกูล อยากให้ครอบครัวร่มเย็น อย่ามองข้ามเรื่องนี้ไป ให้รื้อฟื้นการสนทนาธรรมในครอบครัวขึ้นมาให้ได้</p>
<p>ถ้าเป็นประเภทอาหารเย็นพ่อไปงานเลี้ยงที่หนึ่ง แม่ไปธุระอีกที่หนึ่ง ให้ลูก ๆ รับประทานอาหารกันเองหรืออยู่กับพี่เลี้ยง นั่นพลาดแล้ว ควรจัดเวลาให้ทุกคนในครอบครัวได้สวดมนต์นั่งสมาธิ สนทนาธรรมร่วมกันเป็นประจำ</p>
<p>พ่อแม่ที่มัวแต่คิดจะหาเงินให้ลูก แต่ลืมนึกถึงการปลูกฝังธรรมะให้แก่ลูกตั้งแต่ยังเล็ก โอกาสที่ลูกจะเสียคนมีมากเหลือเกิน</p>
<h1><span style="color: #3366ff;">อานิสงส์การสนทนาธรรมตามกาล</span></h1>
<ol>
<li>ทำให้จิตเป็นกุศล</li>
<li>ทำให้มีไหวพริบปฏิภาณดี</li>
<li>ทำให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด</li>
<li>ทำให้ได้ยินได้ฟังธรรมที่ตนยังไม่ได้ฟัง</li>
<li>ธรรมที่ฟังแล้วยังไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจชัดขึ้น</li>
<li>ทำให้บรรเทาความสงสัยเสียได้</li>
<li>เป็นการทำความเห็นของตนให้ตรง</li>
<li>เป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น</li>
<li>เป็นการรักษาประเพณีอันดีงามของพระอริยเจ้าไว้</li>
<li>ชื่อว่าได้ดำเนินตามปฏิปทาอันเป็นวงศ์ของนักปราชญ์</li>
<li>ฯลฯ</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://volunteersdelight.com/mongkol-30-discussing-dhamma/">มงคลที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล</a> appeared first on <a href="https://volunteersdelight.com">บุญต้องทำเอง</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
