บทสรุปเรื่องราวกฎแห่งกรรม: กรณีศึกษา วิบากกรรมใช้งานพระภิกษุและแสวงหาประโยชน์จากวัด
กรณีศึกษาจากโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ตีแผ่ความมืดบอดของการตีตนเสมอพระ การใช้อำนาจบังคับพระภิกษุสงฆ์ให้ทำงานรับใช้ส่วนตัว หรือแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานของวัด จะส่งผลให้ผู้กระทำต้องเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ตกเป็นทาสแรงงาน และถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณในทุกภพชาติ
1. นายจ้างของเนื้อนาบุญ
ในอดีตชาติ ชายคนนี้เป็นผู้มีอิทธิพลและเป็นผู้บริจาครายใหญ่ของวัด แต่เขาเป็นคนเย่อหยิ่งและคิดว่าเงินของตนสามารถซื้อได้ทุกอย่าง เขาจึงมักจะ “ใช้งานพระภิกษุและสามเณร” ประดุจคนรับใช้ส่วนตัว สั่งให้พระไปตัดหญ้า ก่อสร้างบ้านของตน หรือทำธุระส่วนตัวต่างๆ โดยไม่เกรงกลัวต่อบาป หากพระรูปใดไม่ทำตาม เขาก็จะข่มขู่ตัดการสนับสนุน การบังคับใช้งานผู้ทรงศีล (ซึ่งเป็นผู้ที่ควรได้รับความเคารพกราบไหว้) เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ถือเป็นการสร้างกรรมที่ลบหลู่พระรัตนตรัยอย่างร้ายแรง และเป็นการผูกหนี้เวรหนี้กรรมที่หนักหนาสาหัส
2. ผลแห่งกรรมที่ตามสนอง
- เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานที่ต้องใช้แรงงาน: เมื่อตายไป หลังจากชดใช้กรรมในนรกแล้ว วิบากกรรมจะบังคับให้เขาต้องเกิดเป็น “สัตว์เดียรัจฉานประเภทใช้แรงงาน” เช่น วัว ควาย ม้า หรือช้าง ลากซุง นับร้อยนับพันชาติ ต้องถูกจองจำ สวมแอก และลากเกวียนหนักๆ กลางแดดจ้า เพื่อชดใช้หนี้แรงงานที่เคยไปบังคับเอาจากพระภิกษุ
- ตกเป็นทาส ถูกเฆี่ยนตีและกดขี่: เมื่อพ้นจากสัตว์มาเกิดเป็นมนุษย์ เขาจะเกิดในชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด ตกเป็น “ทาสหรือแรงงานทาส” ที่ถูกนายจ้างกดขี่ข่มเหง ใช้งานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน และมักจะถูกเฆี่ยนตีทำร้ายอย่างทารุณ หากทำงานไม่ทันใจนายจ้าง
- ทำงานหนักแต่ยากจนข้นแค้น: ตลอดชีวิตของเขาจะต้องทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำ (Hard Labor) แต่กลับได้ค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด ไม่พอยาไส้ ไม่ว่าจะพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวแค่ไหน ก็ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้เลย
3. วิธีแก้ไขและข้อคิด
หลวงพ่อธัมมชโยสอนย้ำว่า “พระภิกษุสงฆ์คือเนื้อนาบุญ ไม่ใช่ทาสรับใช้” การนำเงินมาทำบุญแล้วคิดจะตีตนเสมอพระ หรือใช้อำนาจสั่งการพระภิกษุ เป็นการเปลี่ยนทางไปสวรรค์ให้กลายเป็นทางลงนรก ผู้ที่เคยล่วงเกิน ใช้วาจาข่มขู่ หรือใช้งานพระภิกษุสามเณรให้ทำกิจที่ไม่เหมาะสม ต้องรีบนำดอกไม้ธูปเทียนแพไปกราบขอขมาแทบเท้าคณะสงฆ์ทันที สมาทานศีลให้บริสุทธิ์ และผวารณาตนเป็น “ผู้รับใช้วัด” (ปัดกวาดเช็ดถู ล้างห้องน้ำวัด) ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อลดทอนทิฐิมานะ และล้างหนี้กรรมแรงงานที่ตนเคยก่อไว้
