สลายวงจรสงคราม: พระพุทธเจ้าสอนอะไรแก่เหล่านักรบเรื่องวิบากกรรมและสันติภาพ

Date:

Share post:

เป็นเวลาหลายพันปีที่สังคมมนุษย์มักย่องย่องสงครามและความรุนแรงในฐานะความกล้าหาญ แต่ในมุมมองทางจิตวิญญาณตามหลักพุทธศาสนา ความรุนแรงและการเข่นฆ่าคือความหลงผิดที่จองจำดวงจิตให้อยู่ในวงจรอันเป็นทุกข์และวิบากกรรมอันหนักหน่วง

ในพระไตรปิฎก (ยุทธาชีวสูตร สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค) มีบันทึกเหตุการณ์สำคัญเมื่อ “ยุทธาชีวะ” นายทหารอาชีพผู้เป็นหัวหน้านักรบ ได้เข้าไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงคติเป้าหมายของนักรบที่ตายในสมรภูมิ

พระพุทธพจน์ในยุทธาชีวสูตร (สังยุตตนิกาย ๑๘/๕๙๔)

ยุทธาชีวะกราบทูลถามว่า: “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินอาจารย์ทางนักรบโบราณกล่าวไว้ว่า นักรบคนใดต่อสู้ในสงคราม พยายามอุตสาหะ แล้วถูกฝ่ายตรงข้ามสังหารตายในสนามรบ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับเทวดาชื่อปะระนิมมิตวสวัตดี ข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร?”

พระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามถึง ๒ ครั้งเพราะไม่อยากให้ยุทธาชีวะเสียใจ แต่เมื่อถูกถามเป็นครั้งที่ ๓ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสความจริงเกี่ยวกับสภาวะจิตของนักรบขณะเข่นฆ่าว่า:

“ดูกรยุทธาชีวะ เมื่อนักรบพยายามต่อสู้ในสงคราม จิตของเขาถูกประทุษร้ายด้วยความคิดว่า ‘ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกตัดหัว จงถูกทำลาย!’

หากเขาถูกฆ่าตายในขณะที่จิตถูกประทุษร้ายด้วยความอาฆาตพยาบาทเช่นนั้น เมื่อตายไป ย่อมตกนรกชื่อว่า ‘สระจิตนรก’ แต่หากเขามีความเห็นผิดว่า ‘ผู้ที่ตายในสงครามย่อมไปสู่สวรรค์’ ความเห็นนั้นเป็นทิฐิผิด สำหรับผู้มีความเห็นผิด ย่อมมีคติ ๒ อย่าง คือ นรก หรือ กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน”

— ยุทธาชีวสูตร ๑๘/๕๙๔

เมื่อยุทธาชีวะได้ฟังพระพุทธพจน์ดังกล่าว เขาร้องไห้ด้วยความสำนึกผิด ไม่ใช่เพราะโกรธพระพุทธองค์ แต่เพราะรู้ว่าถูกครูอาจารย์เดิมหลอกลวงมาตลอด ยุทธาชีวะจึงวางอาวุธทันทีและขอรับศีลเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต

ทำไมสงครามจึงสร้างวิบากกรรมอันหนักหน่วง?

พระพุทธศาสนาสอนว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ” (เจตนานั่นเองคือกรรม) สภาวะจิตในขณะเข่นฆ่าไม่เคยเป็นจิตที่สงบ แต่เป็นจิตที่คุกรุ่นด้วยโทสะ ความกลัว ความเกลียดชัง หรือความเหี้ยมโหด

  • กรรมส่วนบุคคล: จิตที่คุ้นเคยกับการสั่งสมความเคียดแค้นและการฆ่า จะดึงดูดวิบากกรรมให้ไปเกิดในภพภูมิแห่งความวุ่นวาย สงคราม และความทุกข์ทรมาน
  • กรรมรวม (วิบากกรรมร่วมกัน): ดินแดนหรือสังคมที่เห็นการฆ่าเป็นเรื่องปกติ จะเกิดกระแสกรรมรวมชักนำให้เกิดสงครามและความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้ที่เกิดในดินแดนที่มีสงครามเข่นฆ่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะวิบากกรรมนำพา หากต้องการหลุดพ้นจากดินแดนแบบนั้น **ต้องเริ่มต้นด้วยการเลิกฆ่า ละเว้นความรุนแรง และหยุดสร้างกรรมชั่วต่อกัน**

เวรย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวร

“ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวร ข้อนี้เป็นธรรมเก่าแก่”

— พระธรรมบท ๑/๕

🙏 ขอสันติสุขจงบังเกิดในทุกดินแดน ขอให้ผู้คนที่กำลังตกอยู่ในความขัดแย้งได้ตระหนักถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ละเว้นการเข่นฆ่า และหันมาเจริญเมตตาธรรมต่อกันเพื่อความสงบสุขที่ยั่งยืน