เจริญพร: เราเกิดมาทำไม?
วันนี้มีคุณโยมท่านหนึ่งถามมาว่า “เราเกิดมาทำไมครับ” คำถามสั้น แต่ตรง และเป็นประเด็นสำคัญมาก
ตรงนี้ต้องบอกว่า เราเกิดมาสร้างบารมี เกิดมาเพื่อทำความดี สั่งสมบุญกุศล เพราะวงจรชีวิตของเราไม่ได้จบอยู่แค่หลังความตาย ตายปั๊บยังไม่จบ ไปเผาไปฝังก็ยังไม่จบ ยังต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดอีก
ซึ่งเรื่องนี้มีการพิสูจน์กันไปเรียบร้อยแล้ว อย่างที่เคยเล่าให้ฟังเรื่องของ คุณหมอเอียน สตีเวนสัน (Ian Stevenson) ทำวิจัยอยู่กว่า 47 ปี เจอกรณีคนที่ระลึกชาติได้ และพิสูจน์แล้วด้วยกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์ รวมเป็นหนังสือกว่า 200 เล่ม เจอเคสมากกว่า 3,000 ราย จนวงการวิชาการยอมรับกันไปทั่วโลกว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง
นอกจากนี้ยังมี นิตยสาร Newsweek ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2555 ที่ขึ้นหน้าปกหัวข้อ Heaven is Real หรือ “สวรรค์มีจริง” เป็นประสบการณ์ของคุณหมอท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ทางสมอง (neurosurgeon) ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเลย เวลามีคนมาเล่าว่าใกล้ตายแล้วไปเห็นอะไรบางอย่าง ท่านก็มักจะอธิบายว่า “ไม่จริง” เป็นเพราะสมองทำงานผิดปกติจากการขาดเลือด แต่แล้วท่านกลับเจอประสบการณ์กับตัวเอง
เมื่อปี 2551 อยู่ ๆ วันหนึ่งท่านวูบหมดสติ ถูกส่งโรงพยาบาลด่วน เชื้อ E. coli กินเข้าไปในไขสันหลังแล้วลามไปสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความจำและความคิด จนสมองหยุดทำงาน เครื่องตรวจจับคลื่นสมองบันทึกว่า กราฟสมองราบเรียบสนิทนาน 7 วัน แต่ในระหว่างนั้นท่านกลับมีประสบการณ์ “ถอดตัวตนออกจากร่าง” ได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างชัดเจน ท่านใช้คำว่า inner self หรือตัวตนภายใน
นี่เป็นกรณีพิเศษมาก เพราะเป็นหมอที่ไม่เคยเชื่อ แต่เจอกับตัวเอง และยังมีหลักฐานทางการแพทย์รองรับทั้งหมดว่าสมองหยุดทำงานจริง ๆ แต่การรับรู้ยังดำเนินอยู่ ประสบการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา
ตายแล้วไม่สูญ บุญบาปมีจริง
เรื่องราวในโลกยุคปัจจุบันที่การสื่อสารรวดเร็วทำให้เราได้พบประจักษ์พยานมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ตายแล้วไม่สูญ ชีวิตหลังความตายมีจริง บุญบาปมีจริง
เราจะไปเกิดใหม่ที่ไหน ขึ้นอยู่กับบุญบาปที่เราสร้างไว้ ฉะนั้นหากถามว่า “เราเกิดมาทำไม” ก็ต้องตอบว่า เราเกิดมาเพื่อทำความดี เกิดมาสร้างบารมี
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
ลองเปรียบเหมือนการถามว่า “คุณมีวันนี้ทำไม” ถ้ารู้ว่าวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้าย แต่ยังมีพรุ่งนี้ต่อไป เราก็ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะเป็นฐานที่ดีของวันพรุ่งนี้
ชาตินี้ก็เช่นกัน เหมือนเพียงวันหนึ่งเท่านั้นเอง ยังต้องมีชาติหน้าอีก เราจึงต้องทำชาตินี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้เป็นบุญเป็นกุศล หนุนส่งให้เรามีความสุข ความสำเร็จ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
จนเมื่อบุญบารมีเต็มที่ กิเลสสิ้นไป ก็เข้าสู่ พระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งการเดินทางในวัฏสงสาร
เจริญพร 🙏
คนเราเกิดมาทำไม?
คำถาม: คนเราเกิดมาทำไมกันครับหลวงพ่อ?
คำตอบ:
ก่อนจะตอบคำถามนี้โดยตรง เราควรทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับโลกและชีวิตเสียก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมของการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง
ความจริงพื้นฐานของชีวิต
- คนเราตายแล้วไม่สูญ
ชีวิตไม่ได้จบลงที่ความตาย หากยังมีกิเลสอยู่ในใจ ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับชาติไม่ถ้วน - กรรมดีกรรมชั่วมีผลแน่นอน
สิ่งที่เราทำไว้ไม่สูญเปล่า กรรมจะส่งผลทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ไม่หายไปไหน - นรก-สวรรค์มีอยู่จริง
เมื่อเข้าใจความจริงเหล่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่ควรคิดคือ:
“เราจะทำอย่างไรให้ไม่ตกนรกเมื่อสิ้นชีวิต?”
หรือ “มีหนทางใดบ้างที่จะนำไปสู่สุคติ?”
จุดมุ่งหมายของการเกิด
คำตอบโดยสรุปคือ:
คนเราเกิดมาเพื่อพัฒนาตนเอง ยกระดับจิตใจ และสั่งสมบุญบารมีให้สูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อบุญบารมีเต็มเปี่ยม ก็จะสามารถปราบกิเลสได้หมดสิ้น
พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง เข้าสู่นิพพานตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่คือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ทุกคน
แต่โดยมากแล้ว คนทั่วไปยังไม่รู้หรือไม่เข้าใจถึงจุดนี้
หลักในการดำเนินชีวิตสำหรับผู้ครองเรือน
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้บวช ยังต้องทำงานเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัว
จึงควรมีหลักในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างถูกต้อง ซึ่งมีอยู่ 4 ประการ:
- มีสัจจะ คือ ต้องเป็นคนจริง คนตรง ซื่อสัตย์ คนส่วนมากในสังคมปัจจุบันมีนิสัยชอบโกหก พูดไม่จริง พูดเหลาะแหละเอาตัวรอดไปวันๆ จนไม่น่าเชื่อถือ เราต้องไม่เป็นคนอย่างนั้น ต้องเป็นคคนตรงและจริงต่อหน้าที่ จริงต่อการงาน ตรงต่อเวลา จริงใจและซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่น และจริงต่อหลักธรรม ตลอดจนคุณความดีต่างๆ ความไม่เหลาะแหละ เหลวไหลจะช่วยลดความหวาดระแวงของผู้อื่นลงได้ ทำให้เราเป็นคนมีเครดิต มีความน่าเชื่อถือ เป็นผู้เดินอยู่บนหนทางแห่งเกียรติยศตลอดชีวิต
- ต้องหมั่นฝึกฝนตนเอง ด้านการงานอาชีพต้องฝึกฝีมือให้พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จากคนธรรมดาที่ช่วยตนเองได้ เลี้ยงตัวรอด เป็นคนมีฝีมือเชี่ยวชาญ เฉลียวฉลาด ทันโลกทันคน รวมทั้งสามารถหยุดตนเองไม่ให้ถลำลงสู่ความชั่วได้ และเมื่อกิเลสกำเริบ ก็ให้สามารถข่มใจตนเองได้ ไม่ทำอะไรที่ไม่สมควร นี้คือหนแห่งปัญญา
-
มีความอดทน อดกลั้น ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าตนเหตุจะมาจากเหตุภายนอกหรือภายใน กล่าวคือสามารถทนต่อความลำบากตรากตรำจากสายลมและแสงแดด ทนร้อนทนหนาว ทนต่อความเหนื่อยเมื่อยล้า เจ็บปวด ทนต่อการกระทบกระทั่งเจ็บใจจากคนอื่นได้
แม้ในที่สุดทนต่อความยั่วเย้ายวนอารมณ์จากกิเลสในใจเราได้ใครที่ทนต่อสิ่งเหล่านี้ได้ ย่อมเป็นคนแข็งแกร่ง บุคลิกสง่างาม ทำการงานใหญ่ให้สำเร็จได้ นี้เป็นหนทางของการได้ทรัพย์
- สามารถสละอารมณ์บูดเน่า สละความตระหนี่ออกจากใจได้ เป็นคนมีอารมณ์แจ่มใสเป็นปกติ มีความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นเป็นนิจ เป็นที่รักของมหาชน ผู้ที่ปฏิบัตืตนได้อย่างนี้ จะทำให้มีผู้อื่ช่วยเหลือกิจการของมหาชน ผู้ที่ปฏิบัติตนได้อย่างนี้ จะทำให้มีผู้อื่นช่วยเหลือกิจการ และคอยป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ ให้ นี้เป็นหนทางการได้มิตร
สู่ชีวิตที่มีคุณค่า
หากผู้ใดสามารถประพฤติปฏิบัติตามหลัก ๔ ประการนี้ได้แล้วก็จะไม่สงสัยตัวเองอีกต่อไปว่าเกิดมาทำไมรู้แต่ว่าชีวิตมีค่า คือทำประโยชน์ได้ และแม้จะไม่รู้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของชีวิตมนุษย์คืออะไรถึงเวลาก็จะบรรลุถึงเป้านั้นเอง เพราะได้เดินเข้ามาตามเส้นทางที่ถูกต้องนี้แล้วตามลำดับ























