จิตปราศจากธุลี คืออะไร?
ธุลี แปลว่า ฝุ่นละอองที่ละเอียดมาก ในที่นี้หมายถึง กิเลสอย่างละเอียด ที่เกาะ ซึม แทรก หุ้มใจของเราอย่างซ่อนเร้นบางๆ ทำให้ความผุดผ่อง ความใสสะอาดเสียไป ถ้าไม่สังเกตจะไม่เห็นไม่รู้
จิตปราศจากธุลี หมายถึง จิตที่หมดกิเลสแล้วทั้งหยาบทั้งละเอียด อย่างถอนรากถอนโคน ไม่มีทางฟื้นกลับเข้ามาในใจได้อีก ทำให้จิตสะอาด ผ่องใส นุ่มนวล ควรแก่การงาน
จิตเช่นนี้ ได้แก่ จิตของพระอรหันต์
ประเภทของกิเลส
กิเลสในใจคนมีอยู่ 3 ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลราคะ โทสะ โมหะ กิเลสแต่ละตระกูลก็มีหลายระดับ ตั้งแต่หยาบมากๆ เห็นได้ชัดเจนเหมือนขยะมูลฝอย และเล็กลงเหมือนฝุ่นผง จนถึงที่ละเอียดมากๆ เหมือนธุลี บางคนเจอแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นกิเลส มองไม่ออก ดังนี้:
1. ตระกูลราคะ หรือ โลภะ
คือ ความกำหนัดยินดี รัก อยากได้ ในคน สัตว์ สิ่งของ หรืออารมณ์ที่น่าใคร่ มีตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด:
- 1.1 อภิชฌาวิสมโลภะ — ความโลภอย่างแรงจนแสดงออก เช่น ปล้นจี้ ลักขโมย
- 1.2 อภิชฌา — ความเพ่งเล็งทรัพย์ของผู้อื่น จ้องจะเอาของเขา แต่ยังไม่แสดงออก
- 1.3 โลภะ — ความอยากได้ ความโลภ
- 1.4 กามราคะ — ความพอใจในกาม รักเพศตรงข้าม ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
- 1.5 รูปราคะ — ความยินดีในอารมณ์ของรูปฌาน
- 1.6 อรูปราคะ — ความติดใจยินดีในอารมณ์ของอรูปฌาน
ข้อ 1.4–1.6 นี้แหละที่จัดเป็นกิเลสละเอียด เรียกว่า ธุลีในตระกูลราคะ
2. ตระกูลโทสะ
คือ ความไม่ชอบใจ ความคิดร้าย คิดทำลายผู้ที่ทำให้ตนโกรธ มีตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด:
- 2.1 พยาบาท — ความผูกอาฆาต จองเวร อยากแก้แค้น ไม่ยอมอภัย
- 2.2 โทสะ — ความคิดร้าย คิดทำลาย เช่น คิดจะฆ่า เตะ ด่า เผาบ้าน ทำให้อาย ฯลฯ
- 2.3 โกธะ — ความเดือดดาลใจ คิดโกรธแต่ยังไม่ถึงกับทำร้าย
- 2.4 ปฏิฆะ — ความขัดใจ ลึกๆ ยังไม่ถึงกับโกรธ แต่ไม่พอใจ
ข้อ 2.4 นี้แหละที่จัดเป็น ธุลี กิเลสละเอียดในตระกูลโทสะ
3. ตระกูลโมหะ
คือ ความหลง อาการที่จิตมืดมน ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่รู้จักบุญบาป (ไม่รวมความไม่รู้วิชาการทั่วไป):
- 3.1 มิจฉาทิฏฐิ — ความเห็นผิด เช่น เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณ บุญบาปไม่มี โลกนี้โลกหน้าไม่มี
- 3.2 โมหะ — ความหลงผิด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
- 3.3 สักกายทิฏฐิ — ความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเราจริงๆ
- 3.4 วิจิกิจฉา — ความลังเลสงสัยในการปฏิบัติธรรม
- 3.5 สีลัพพตปรามาส — ความติดอยู่ในศีลพรตงมงาย เช่น เชื่อหมอดู เชื่อศาลพระภูมิ
- 3.6 มานะ — ความถือตัว ถือเขาถือเรา
- 3.7 อุทธัจจะ — ความฟุ้งซ่าน จิตไหวกระเพื่อมเล็กน้อย ยังไม่หยุดนิ่งสนิท
- 3.8 อวิชชา — ความไม่รู้พระสัทธรรม เช่น ไม่รู้ว่าตัวเรามาจากไหน เกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน
ตั้งแต่ข้อ 3.3–3.8 เป็น ธุลี กิเลสอย่างละเอียดในตระกูลโมหะ
โดยสรุป ธุลี หมายถึง…
ธุลี หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดทั้ง 3 ตระกูล รวม 10 ประการ ได้แก่:
- 1. สักกายทิฏฐิ
- 2. วิจิกิจฉา
- 3. สีลัพพตปรามาส
- 4. กามราคะ
- 5. ปฏิฆะ
- 6. รูปราคะ
- 7. อรูปราคะ
- 8. มานะ
- 9. อุทธัจจะ
- 10. อวิชชา
ทั้ง 10 ประการนี้เรียกว่า สังโยชน์ 10
พระโสดาบันจะสามารถละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ มีความเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนตรัยเต็มที่ ไม่มีความลังเลเลย
ส่วนพระสกิทาคามี ก็ละได้ 3 ข้อแรกเช่นเดียวกับพระโสดาบัน แต่กิเลสข้อที่เหลือเบาบางลง
ส่วนพระอนาคามี ละได้เพิ่มอีก 2 ข้อ คือ กามราคะ และ ปฏิฆะ
มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ละสังโยชน์ ธุลี กิเลสทั้ง 10 ประการได้อย่างสิ้นเชิง มีจิตผ่องใส บริสุทธิ์ตลอด
ระดับโทษของกิเลสทั้ง 3 ตระกูล
ราคะ — มีโทษน้อย แต่คลายช้า คนจะรักกัน อยู่กันฉันสามีภรรยา ถือว่าไม่ผิดศีลธรรม ขออย่าไปนอกใจหรือไปมีชู้ก็แล้วกัน โทษของราคะไม่ค่อยหนักนัก แต่การจะเลิกนั้นยากมาก คลายช้า คนลองรักกันแค่ไม่เห็นหน้าไม่กี่วันก็ทำท่าจะตายเอาให้ได้ บางทีตายแล้วเกิดใหม่ใจยังผูกพันกันอยู่เลย จะให้เลิกรักเลิกยาก
โทสะ — มีโทษมาก แต่คลายเร็ว เวลาโกรธขัดใจขึ้นมาฆ่ากันได้ บางทีถึงขนาดฆ่าพ่อฆ่าแม่ ทำอนันตริยกรรมก็ยังได้ มีโทษมาก แต่ทว่าคลายเร็ว ถ้าเขามาขอโทษขอโพย เอาอกเอาใจไม่นานก็หาย โทสะคลายเร็วอย่างนี้
โมหะ — มีโทษมากด้วย คลายช้าด้วย ความหลง ความไม่รู้พระสัทธรรมนี้มีโทษมาก ทำให้เราหลงไปทำบาป ตกนรกเสียย่ำแย่ เราต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ทนทุกข์กันตลอดมาก็เพราะโมหะนี่เอง และแถมเจ้าโมหะความหลงนี้ยังคลายช้าอีกด้วย คนลงไม่รู้จักบุญจักบาปละก็ กว่าจะแก้ได้ท่านว่าหืดขึ้นคอเลย บางทีก็ต้องรอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไปโน้นมาโปรด ยังไม่รู้ว่าจะแก้หายหรือเปล่า
ข้อควรปฏิบัติในการกำจัดกิเลส
เราต้องทราบว่า กิเลสทั้ง 3 ตระกูล นี้ มันฟู มันงอกงามได้ เช่น:
- คนบางคนเดิมอาจจะเป็นคนไม่โลภอะไร พอใจอยู่กับของของตน แต่ไม่ระวังตัว เผลอไปหน่อยเดียว มีลาภยศมาล่อมากๆ เข้า อาจกลายเป็นคนโลภไปทำบาป ทำชั่วเพราะความอยากได้ก็มี
- บางคนเดิมอาจเป็นคนใจเย็น แต่ถูกยุถูกแหย่มากๆ เข้ากิเลสก็อาจงอกงาม กลายเป็นคนเจ้าโทสะไปได้เหมือนกัน
- หรือเดิมก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป เข้าใจธรรมะบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง บุญบาปก็แค่สงสัยว่า มีหรือไม่ แต่ไปคบคนพาลเข้ากลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาป ปฏิเสธนรกสวรรค์ คิดว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณต่อตัวเอง เป็นไปได้เหมือนกัน
เราจึงต้อง ระวังตัวไม่ประมาทในการทำความดี ตั้งใจทำสมาธิภาวนาไปตามลำดับ ไม่ย่อท้อ สักวันหนึ่งก็คงจะทำใจหยุดใจนิ่ง เกิดปัญญา เห็นอริยสัจจ์ ทำนิพพานให้แจ้ง และกำจัดธุลีกิเลสทั้งหลายให้ล่อนหลุดไปจากใจ เป็นพระอรหันต์ เข้าถึงสุขอันเป็นอมตะได้เหมือนกัน
“ผู้ใดกำจัดโลภะได้แล้ว
ไม่โลภในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ
ความโลภย่อมหมดไปจากใจผู้นั้น
เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัวผู้ใดกำจัดโทสะได้แล้ว
ไม่ประทุษร้ายในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย
โทสะย่อมหมดไปจากใจผู้นั้น
เหมือนผลตาลสุกหล่นจากขั้วผู้ใดกำจัดโมหะได้แล้ว
ไม่หลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง
ผู้นั้นย่อมกำจัดความหลงได้
เหมือนอาทิตย์อุทัย ขจัดความมืดให้หมดไปฉะนั้น”
ขุ. อิติ. 25/268/295–296
