มงคลที่ ๑๔: ทำงานไม่คั่งค้าง
มงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า
หากเปรียบเทียบงานที่ค้างคาไว้เป็นเสมือนดินที่พอกหางหมู เมื่อปล่อยทิ้งไว้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ และถ่วงให้หมูนั้นใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขฉันใด การงานที่ถูกปล่อยปละละเลยให้คั่งค้างก็ย่อมส่งผลให้ความเจริญก้าวหน้าของตนเองและหมู่คณะต้องหยุดชะงักเช่นนั้น
“ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน หากปล่อยการงานให้คั่งค้าง ก็เท่ากับกำลังทำลายค่าของตนเอง”
เหตุที่ทำให้งานคั่งค้าง
สาเหตุหลักที่ทำให้เราทำงานไม่สำเร็จหรือค้างคาอยู่มีดังนี้
- ทำงานไม่ถูกกาล การทำงานไม่ถูกกาลคือการที่เราทำงานผิดช่วงเวลาหรือไม่เหมาะสม เช่น การรีบทำงานที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับไม่ทำ หรือการเลือกทำงานที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ตอนแดดออกกลับไปถูบ้าน แต่พอฝนตกกลับไปซักผ้าตาก ทำให้ผ้าไม่แห้ง หรือในวัยเด็กไม่ตั้งใจเรียน แต่พอแก่ตัวกลับมาคิดอยากเรียนก็ทำไม่ได้แล้ว
- ทำงานไม่ถูกวิธี การทำงานผิดขั้นตอนหรือผิดลำดับก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เช่น การทำความสะอาดบ้านโดยการกวาดพื้นก่อนแล้วจึงกวาดเพดานทีหลัง ทำให้ฝุ่นจากเพดานตกลงมาบนพื้น ต้องเสียเวลาในการกวาดใหม่อีกครั้ง
- ไม่ยอมทำงาน การผัดวันประกันพรุ่งหรือการหาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงาน เช่น การรอฤกษ์ยามดี พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เมื่อเราตั้งใจจะทำความดีเมื่อใด ฤกษ์ก็ดีเมื่อนั้น ประโยชน์ย่อมเป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง
“ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ ผู้มัวรอฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้” (ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๔๙/๑๖)
วิธีทำงานให้สำเร็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงหลักธรรมที่ช่วยให้เราทำงานสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือหลัก อิทธิบาท ๔ ประกอบด้วย
- ฉันทะ คือ ความรักงาน หรือ ความเต็มใจที่จะทำ ฉันทะจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามองเห็นถึงผลลัพธ์ของงานนั้น ๆ เช่น การเรียนหนังสือจะทำให้เรามีความรู้ไปประกอบอาชีพได้ เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะเกิดความเต็มใจที่จะทำ คนที่เป็นหัวหน้างานก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้ทำงานเห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น หากผู้สั่งงานใช้อำนาจหรือคำพูดที่ดูถูกดูแคลน ย่อมเป็นการทำลายกำลังใจของผู้ทำงานอย่างยิ่ง
- วิริยะ คือ ความพากเพียร หรือ ความแข็งใจทำ วิริยะคือความไม่ท้อถอย หรือความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับงานที่ทำ คนเกียจคร้านมักจะหาข้ออ้างต่าง ๆ เช่น กลัวหนาว กลัวร้อน กลัวเหนื่อย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ตรงข้ามกับความเพียร การเอาชนะความขี้เกียจได้เรียกว่า วิริยะ หรือความกล้า แม้จะมีอุปสรรคใด ๆ ก็พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การจะมีความเพียรได้ จำเป็นต้องละเว้นจากอบายมุขให้ได้เสียก่อน
- จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ หรือ ความตั้งใจทำ หลักการนี้คือการทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจและมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ทำแบบขอไปที เมื่อมีจิตตะจะทำให้ผลงานที่ออกมามีคุณภาพและสมบูรณ์
- วิมังสา คือ การพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจทำ วิมังสาคือการใช้ปัญญาในการพิจารณาหาทางทำงานให้สำเร็จ โดยมีการวางแผน มีการตรวจสอบ ปรับปรุง และพัฒนาอยู่เสมอ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
เป็นที่น่าสังเกตว่าในการทำงานร่วมกัน ทั้งหัวหน้าและลูกน้องควรมีความขยันขันแข็งร่วมกัน หัวหน้างานมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหัวหน้าเกียจคร้านคิดแต่จะให้ผู้น้อยทำเพียงอย่างเดียว ลูกน้องก็จะหมดกำลังใจและพลอยเกียจคร้านไปด้วย แต่หากหัวหน้าเอาการเอางาน ก็จะสามารถกระตุ้นให้ผู้น้อยขยันและทำงานอย่างเต็มที่ได้เช่นกัน
อุปสรรคที่ทำลายความเจริญก้าวหน้า
พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นถึง “ฐานะ ๕ อย่าง” ที่เป็นหนทางแห่งความเสื่อมและทำให้งานคั่งค้าง ได้แก่ ความชอบนอน, ความชอบคุย, ความไม่หมั่น, ความเกียจคร้าน, และความโกรธง่าย ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ย่อมไม่สามารถบรรลุความเจริญได้ มีแต่จะเสื่อมถอยไปเพียงอย่างเดียว
“ฐานะ ๕ อย่างคือ ความชอบนอน ความชอบคุย ความไม่หมั่น ความเกียจคร้าน และความโกรธง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทางแห่งความเสื่อม… ย่อมเสื่อมถ่ายเดียวแน่แท้” (อรรถกถา ปราภวสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต)
หลักอิทธิบาท ๔: หัวใจแห่งการทำงาน
การทำงานให้สำเร็จนั้น ต้องประกอบด้วยหลักธรรมที่เรียกว่า อิทธิบาท ๔ ซึ่งเป็นธรรมะที่ช่วยให้เราควบคุมจิตใจให้พร้อมต่อการทำงานได้อย่างแท้จริง
1. จิตตะ: ความเอาใจใส่ หรือ ความตั้งใจทำ
จิตตะ คือการไม่ปล่อยปละละเลยงานของตนเอง คอยตรวจสอบและดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยธรรมชาติแล้วใจของคนเราชอบคิดและมักจะใส่ใจในเรื่องต่าง ๆ แต่ปัญหาคือเรามักจะไปคิดเรื่องของคนอื่นมากเกินไป คอยติเตียน วิจารณ์ หรือเข้าไปก้าวก่ายงานของผู้อื่น ในขณะที่งานของตนเองกลับละเลยไปโดยสิ้นเชิง
“ควรตรวจตรางานของตัวเอง ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ” (ขุ.ธ. ๒๕/๑๔/๒๑)
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราเป็น “นักตรวจตรางาน” ของตัวเอง ทั้งงานที่ทำเสร็จไปแล้วและงานที่ยังค้างอยู่ เพื่อให้เราสามารถพัฒนาและแก้ไขได้อย่างถูกจุด
2. วิมังสา: การพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจทำ
วิมังสา เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานให้สำเร็จ คือการใช้ปัญญาในการพิจารณางาน ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าทำ คนเราแม้จะมีความรักงาน เพียรพยายาม หรือมีความจดจ่อมากแค่ไหน แต่หากขาดการใช้ปัญญาพิจารณา งานนั้นก็จะไม่สำเร็จอย่างสมบูรณ์ เพราะอาจจะทำผิดขั้นตอนหรือไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และต้องย้อนกลับมาทำใหม่
คนที่ไม่ใช้ปัญญาในการทำงานก็เหมือนกับ “เปรตจัดหัวจัดตีน” ในนิทานที่พยายามจัดระเบียบศีรษะและเท้าของผู้คนที่นอนในศาลาให้เท่ากัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของสรีระที่แตกต่างกันไป เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาแล้วก็จะเข้าใจว่าบางสิ่งไม่สามารถทำให้เท่ากันได้ทั้งหมด ทำให้สามารถทำงานได้อย่างสบายใจและยอมรับในผลที่เกิดขึ้น
คนที่ทำงานด้วยปัญญาจะ:
- ทำให้ถูกกาล ไม่ทำก่อนหรือหลังเวลาที่เหมาะสม
- ทำให้ถูกลักษณะของงาน โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การทำงานให้สำเร็จนั้นมีลักษณะที่ขึ้นอยู่กับ ใจ เป็นสำคัญ คือ เต็มใจทำ (ฉันทะ), แข็งใจทำ (วิริยะ), ตั้งใจทำ (จิตตะ) และเข้าใจทำ (วิมังสา) วิธีการฝึกฝนใจให้เข้มแข็งและผ่องใสที่สุดคือการให้ทาน รักษาศีล และทำสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาในการพิจารณาเห็นผลของงาน รู้และเข้าใจวิธีการทำงาน มีกำลังใจ และมีจิตใจที่จดจ่ออยู่กับงานโดยไม่วอกแวก
คุณได้นำหลักธรรมเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้างครับ?
อุปสรรคสำคัญในการทำงาน: อบายมุข ๖
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนเราทำงานไม่สำเร็จคือ อบายมุข ๖ ซึ่งเป็น “ปากทางแห่งความเสื่อม” (อบาย แปลว่า ความเสื่อม, มุข แปลว่า ปากทาง) แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย แต่สุดท้ายแล้วจะนำไปสู่ความหายนะในชีวิต
อบายมุข ๖ ได้แก่:
- ดื่มน้ำเมา: ทำให้ขาดสติและสมาธิในการทำงาน
- เที่ยวกลางคืน: ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและไม่มีแรงทำงานในวันถัดไป
- ดูการละเล่นเป็นนิจ: ทำให้เสียเวลาและลืมหน้าที่การงาน
- เล่นการพนัน: ทำให้เสียทรัพย์สินและจิตใจจดจ่ออยู่แต่กับเรื่องโชคลาภ
- คบคนชั่วเป็นมิตร: มิตรชั่วจะชักจูงให้เราทำแต่สิ่งที่ผิดและพาเราออกนอกเส้นทางที่ดี
- เกียจคร้านในการทำงาน: เป็นนิสัยที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าโดยตรง
เปรียบเหมือนปากทางที่ดูดี แต่ปลายทางคือความทุกข์ระทม ไม่ต่างจากทางไปคุก, ทางไปก้นบ่อ หรือทางไปก้นเหว ที่ทางเข้าดูไม่น่ากลัว แต่สุดท้ายแล้วก็สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง
คุณสมบัติของนายจ้างและลูกจ้างที่ดี
การทำงานให้สำเร็จนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างด้วย
คุณสมบัติของนายจ้างที่ดี:
- จัดสรรงานให้ลูกจ้างอย่างเหมาะสมกับความสามารถ
- ให้ค่าจ้างและรางวัลที่สมเหตุสมผล
- มีสวัสดิการที่ดีแก่ลูกจ้าง
- แบ่งปันผลประโยชน์พิเศษให้กับลูกจ้าง
- จัดวันหยุดพักผ่อนให้ตามสมควร
คุณสมบัติของลูกจ้างที่ดี:
- เริ่มทำงานก่อนเวลาและเลิกงานทีหลัง
- พอใจในสิ่งที่นายจ้างมอบให้
- ทำงานให้ดีและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเสมอ
- ยกย่องและสรรเสริญความดีของนายจ้าง
อานิสงส์ของการทำงานไม่คั่งค้าง
การทำงานไม่คั่งค้างส่งผลดีต่อชีวิตในทุกด้าน ทั้งในโลกนี้และในอนาคต
- ทำให้ฐานะดีขึ้น: ทั้งของตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ
- ได้รับความสุข: จากการที่งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี
- พึ่งพาตนเองได้: ไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่น
- เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้: สามารถช่วยเหลือคนรอบข้างได้
- สร้างบุญกุศลได้ง่ายขึ้น: มีเวลาและปัจจัยในการทำความดี
- ไม่เป็นผู้ประมาท: มีสติและระมัดระวังในการใช้ชีวิต
- ป้องกันภัยในอบายภูมิ: ไม่ตกไปสู่ภพภูมิที่ต่ำกว่า
- มีสุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้า: ผลบุญจะส่งผลให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี
- เป็นนิสัยติดตัว: ความขยันหมั่นเพียรจะติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ
- ได้รับการยกย่องสรรเสริญ: จากคนทั่วไปและสังคม
“บุคคลใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน อดทนให้เหมือนหญ้า กระทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลนั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข” (สิงคาลกสูตร)



















