บทนำ: ความเจ็บปวดเรื้อรังและสายธารแห่งกรรมทรมาน
อาการเจ็บปวดตามร่างกายอย่างรุนแรงและเรื้อรังที่ไม่สามารถหาสาเหตุทางการแพทย์ได้ หรือการรักษาด้วยวิทยาการสมัยใหม่ไม่เป็นผล มักสร้างความทุกข์ระทมอย่างยิ่งแก่ผู้ป่วย ในมุมมองของกฎแห่งกรรม สังขารร่างกายที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ปวดแสบปวดร้อน ปวดกระดูก หรือปวดกล้ามเนื้ออย่างแสนสาหัสนั้น ล้วนมี “รากเหง้า” มาจากการเคยสร้างความเจ็บปวดทรมานไว้แก่ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นในอดีตชาติ
พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้เมตตาไขเงื่อนปมแห่งความเจ็บปวดในกรณีศึกษา “รากเหง้าผู้ปวดร้าว” ณ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เพื่อให้สาธุชนได้ตระหนักถึงโทษภัยของการทารุณกรรม และรู้วิธีปลดเปลื้องบ่วงกรรมด้วยบุญบารมี
เรื่องราวและคำถามจากกรณีศึกษาจริง
เจ้าของกรณีศึกษาได้กราบเรียนถามหลวงพ่อถึงความทุกข์ทรมานของคนในครอบครัว ที่ต้องทนทุกข์กับอาการปวดเมื่อยกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงประดุจถูกทุบตีด้วยของแข็งตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะผ่านการผ่าตัด การฝังเข็ม และการทานยาแก้ปวดขนานเอกเพียงใด อาการก็ไม่ทุเลาลง กลับยิ่งทวีความรุนแรงจนแทบหมดกำลังใจในการมีชีวิตอยู่
คำถามสำคัญที่กราบขอความเมตตาเรียนถามหลวงพ่อ:
- เหตุใดผู้ป่วยจึงต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายอย่างรุนแรงและยาวนานเช่นนี้?
- กรรมใดในอดีตชาติที่เป็น “รากเหง้า” ดึงดูดให้ร่างกายต้องมารับโทษทัณฑ์อันแสนสาหัสในชาตินี้?
- จะมีวิธีสร้างบุญและปฏิบัติธรรมอย่างไรเพื่อผ่อนปรนวิบากกรรมนี้ให้เบาบางลง?
กฎแห่งกรรมและคำเฉลยจากโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
หลวงพ่อธัมมชโยได้เมตตาตรวจดูด้วยญาณทัศนะและเฉลยว่า ในอดีตชาติ ผู้ป่วยเคยเกิดเป็นเจ้าหน้าที่ผู้คุมนักโทษหรือผู้มีอำนาจในการสอบสวนในยุคโบราณ ในชาตินั้นได้ใช้ความโหดเหี้ยมในการลงทัณฑ์ทรมานนักโทษและเชลยศึก เช่น การใช้ไม้ทุบตีตามข้อต่อ การโบยตีอย่างทารุณ การมัดตรึงร่างกายให้อยู่ในท่าที่ทรมาน และการปล่อยให้ผู้ถูกคุมขังได้รับความเจ็บปวดร้องครวญครางโดยไม่เหลียวแล
ประกอบกับเศษกรรมในชาติที่เคยเป็นพรานล่าสัตว์ ได้เคยดักจับสัตว์แล้วทุบตีขาหรือหักกระดูกสัตว์เพื่อให้สิ้นฤทธิ์ก่อนนำไปฆ่า เมื่อวิบากกรรมแห่งการทารุณกรรมนี้ติดตามมาส่งผลในปัจจุบัน จึงแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นความเจ็บปวดที่บีบคั้นตามเส้นประสาทและกระดูกร่างกาย ดุจเดียวกับความทรมานที่ตนเคยกระทำไว้แก่ผู้อื่นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
หลักธรรมและพุทธพจน์อ้างอิงจากพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเตือนผู้ที่ชอบลงทัณฑ์และเบียดเบียนผู้อื่นไว้ใน ทัณฑวรรค คาถาธรรมบท (ขุททกนิกาย พระไตรปิฎกเล่มที่ 25 ข้อที่ 20) ความว่า:
“ผู้ใดประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้ายทั้งหลาย ผู้ไม่มีอาชญา ด้วยอาชญา ย่อมถึงฐานะ 10 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งโดยพลันทีเดียว คือ พึงถึงเวทนาอันกล้าแข็ง 1 ความเสื่อมสลาย 1 สรีระแตกทำลาย 1 โรคหนัก 1 ความฟุ้งซ่านแห่งจิต 1…”
นอกจากนี้ ใน จูฬกัมมวิภังคสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อที่ 581) ทรงย้ำว่าบุคคลผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยท่อนไม้และศาสตรา ย่อมส่งผลให้เป็นผู้มีโรคมากและอายุสั้น
บทสรุปและแนวทางการดำเนินชีวิต
ความเจ็บปวดอันเป็นรากเหง้าแห่งวิบากกรรมนี้ สอนให้เราเห็นความน่ากลัวของการใช้อำนาจและกำลังทำร้ายผู้อื่น การแก้กรรมที่ถูกต้องคือการยอมรับความจริง ตัดเวรไม่ผูกเวร มีจิตกรุณาให้อภัยแก่ทุกสรรพสิ่ง
ผู้ป่วยพึงหมั่นทำบุญปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ถวายยารักษาโรคแก่พระสงฆ์อาพาธ และอุทิศบุญเจาะจงให้แก่คู่เวรในอดีตชาติ พร้อมทั้งฝึกใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เพื่อดึงใจออกจากความเจ็บปวดทางกาย นำพาจิตสู่อารมณ์พระนิพพานอันสงบเย็น
