บทนำ: สัมผัสที่ 7 กับมิติคู่ขนานแห่งจิตตานุภาพ
ในโลกกายภาพ มนุษย์รับรู้สรรพสิ่งผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส โดยมี “ใจ” เป็นอายตนะที่ 6 ในการรับรู้อารมณ์ ทว่าในทางพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรม ยังมีอีกสภาวะหนึ่งที่เหนือชั้นกว่าประสาทสัมผัสธรรมดา นั่นคือการรับรู้ผ่านดวงตาเห็นธรรมและญาณทัศนะบริสุทธิ์ภายใน หรือที่เรียกให้เข้าใจง่ายว่า สัมผัสที่ 7 ซึ่งเกิดจากการรวมใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้เมตตาขยายความจริงของสัมผัสพิเศษนี้ในกรณีศึกษา “สัมผัสที่ 7” ณ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เพื่อให้สาธุชนได้เข้าใจถึงสายบุญบารมีในอดีตชาติ และการพัฒนาจิตให้เข้าถึงปัญญาบริสุทธิ์อันแท้จริง
เรื่องราวและคำถามจากกรณีศึกษาจริง
เจ้าของกรณีศึกษาได้กราบเรียนถามหลวงพ่อถึงประสบการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนเองตั้งแต่เยาว์วัย มักมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำ มองเห็นภาพเหตุการณ์ล่วงหน้า หรือสามารถรับรู้สภาวะจิตและความรู้สึกของผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ บางครั้งในสมาธิสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความดี ความสว่างไสว และการมีอยู่ของกายละเอียดรอบตัว
คำถามสำคัญที่กราบเรียนถามหลวงพ่อมีดังนี้:
- เหตุใดตนจึงมีสัมผัสพิเศษและลางสังหรณ์ที่แม่นยำเหนือคนทั่วไปมาตั้งแต่เด็ก?
- ความสามารถในการรับรู้พิเศษนี้เกิดจากบุญบารมีหรือวิบากกรรมประเภทใดในอดีตชาติ?
- ควรปฏิบัติตนและฝึกฝนสมาธิภาวนาอย่างไรเพื่อนำสัมผัสพิเศษนี้มาใช้สร้างบารมีให้เกิดประโยชน์สูงสุด?
กฎแห่งกรรมและคำเฉลยจากโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
หลวงพ่อธัมมชโยได้เมตตาตรวจดูด้วยญาณทัศนะและเฉลยว่า การที่บุคคลใดมีสัมผัสพิเศษเช่นนี้ เกิดจากอานิสงส์แห่ง การสั่งสมสมาธิภาวนาและทิพยจักษุญาณในอดีตชาติ ในภพชาติก่อนๆ เคยเกิดเป็นกุลบุตรผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ออกบวชหรือประพฤติพรหมจรรย์ หมั่นเจริญอานาปานสติและกสิณ เจริญสมาธิจนจิตรวมหยุดนิ่ง เกิดความสว่างไสวภายใน และเคยตั้งจิตอธิษฐานขอให้มีดวงตาเห็นธรรมและญาณทัศนะที่แจ่มใส
เมื่อผลบุญจากการปฏิบัติธรรมในอดีตติดตามมาส่งผลในชาตินี้ จึงดลบันดาลให้ใจมีความละเอียดอ่อน มีเรดาร์ทางจิตที่สามารถรับคลื่นความถี่ของกายละเอียดและเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ง่าย หลวงพ่อได้แนะนำว่าอย่าได้หลงระเริงหรือนำไปใช้ในทางโลกียะ แต่ให้นำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เพื่อกลั่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิและพัฒนาสู่การเข้าถึงพระธรรมกายภายใน
หลักธรรมและพุทธพจน์อ้างอิงจากพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของญาณทัศนะและอภิญญาจิตไว้ใน สามัญญผลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 9 ข้อที่ 131) ความว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ย่อมสามารถน้อมจิตไปเพื่อ ทิพพจักขุญาณ (ตาทิพย์) และการรู้เห็นตามความเป็นจริง
นอกจากนี้ ใน มหาสติปัฏฐานสูตร (ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 10 ข้อที่ 273) ได้ตอกย้ำว่าการมีสติรู้เท่าทันกาย เวทนา จิต และธรรม ย่อมนำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง
บทสรุปและแนวทางการดำเนินชีวิต
สัมผัสพิเศษหรือสัมผัสที่ 7 มิใช่เรื่องไสยศาสตร์หรือความบังเอิญ แต่เป็นดอกผลของบารมีเก่าที่สั่งสมมา ผู้ที่มีสัมผัสนี้พึงใช้เป็นเครื่องมือเตือนสติตนเองให้ไม่ประมาทในวัฏสงสาร เร่งทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาอย่างต่อเนื่อง
การนำใจกลับมาวางไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อย่างนุ่มนวลเบาสบาย จะช่วยแปรเปลี่ยนพลังลางสังหรณ์ภายนอกให้กลายเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาญาณภายใน นำพาชีวิตไปสู่ความสุขที่แท้จริงและพระนิพพาน
