มงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า
มงคลที่ ๑๓ — สงเคราะห์ภรรยา (สามี)
ในการเคี้ยวอาหาร ถ้าลิ้นกับฟันทำงานไม่ประสานกัน ก็มีหวังขบลิ้นตนเองต้องเจ็บปวดจนน้ำตาร่วง
เช่นกัน ในชีวิตการครองเรือน ถ้าสามีภรรยาไม่รู้จักสงเคราะห์กันและกัน ไม่มีความเข้าใจกัน นอกจากจะไม่มีความก้าวหน้าในชีวิตแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็มีหวังช้ำใจจนน้ำตาร่วงได้เหมือนกัน
ความหมายของคำว่า “สามี” และ “ภรรยา”
- สามี แปลว่า ผู้เลี้ยง; ผัว
- ภรรยา แปลว่า ผู้ควรเลี้ยง; เมีย
คำทั้งสองนี้ เป็นคำที่แฝงความหมายอยู่ในตัว และเป็นคำคู่กัน ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าสามีก็เพราะเลี้ยงดูภรรยา ผู้หญิงที่จะได้ชื่อว่าภรรยาก็เพราะทำตัวเป็นคนควรเลี้ยง
ประเภทของภรรยา
ภรรยาทั้งหลายในโลกนี้ แบ่งได้เป็น ๗ ประเภท คือ:
- วธกาภริยา — ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต: มีใจคิดล้างผลาญชีวิตสามี พยายามฆ่าสามี ยินดีในชายอื่น ตบตี แช่งด่าสามี
- โจรีภริยา — ภรรยาเสมอด้วยโจร: ชอบล้างผลาญทรัพย์สามี ใช้ทรัพย์ไม่เป็น ยักยอกเพื่อความสุขส่วนตัว สร้างหนี้สินให้ตามใช้
- อัยยาภริยา — ภรรยาเสมอด้วยนาย: ล้างผลาญศักดิ์ศรีสามี ไม่ช่วยงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ข่มขี่สามี
- มาตาภริยา — ภรรยาเสมอด้วยแม่: มีความรักเมตตาสามีไม่สิ้นสุด ไม่ทอดทิ้งแม้สามีตกต่ำหรือพิการ
- ภคินีภริยา — ภรรยาเสมอด้วยน้องสาว: เคารพสามี มีรักยั่งยืน ซน งอน ขี้แย แต่ซื่อสัตย์
- สขีภริยา — ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน: มีรสนิยมตรงกัน มีศีลธรรม อาจทะนงตัว ถือว่าเสมอกัน
- ทาสีภริยา — ภรรยาเสมอด้วยคนใช้: อดทน ไม่โกรธตอบ อยู่ในอำนาจสามี
ระยะของการแต่งงาน
- ระยะแต่ง: ก่อนเป็นสามีภรรยากัน ต่างคนต่างแต่ง ทั้งแต่งตัว แต่งท่าทาง อวดคุณสมบัติให้อีกฝ่ายเห็น
- ระยะงาน: หลังจากเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่างคนต่างต้องทำงานตามหน้าที่ ข้อดีข้อเสีย ความรู้ ความสามารถ และความประพฤติจะปรากฏชัด
คุณสมบัติของคู่สร้างคู่สม
พื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้สามีภรรยาครองชีวิตกันยืนยาว มีความสุข คือคู่สามีภรรยาต้องมีสมชีวิธรรม ได้แก่:
- สมสัทธา — มีศรัทธาเสมอกัน ได้แก่ มีหลักการ มีความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา มีเป้าหมายชีวิตเหมือนกัน
- สมสีลา — มีศีลเสมอกัน ได้แก่ ความประพฤติศีลธรรมจรรยา กิริยามารยาทอบรมมาดีเสมอกัน
- สมจาคา — มีจาคะเสมอกัน ได้แก่ มีนิสัยเสียสละ ชอบช่วยเหลือ ไม่เห็นแก่ตัว ใจกว้างเสมอกัน
- สมปัญญา — มีปัญญาเสมอกัน ได้แก่ มีเหตุผล มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ดื้อด้านดันทุรัง เข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน พูดกันรู้เรื่อง
วิธีทำให้ความรักยั่งยืน
การเป็นสามีภรรยากัน เป็นเรื่องที่จะว่ายากก็เหมือนง่าย แต่ครั้นจะว่าง่ายก็เหมือนยาก เพราะเพียงแต่เราตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรสามีภรรยาจึงจะมีความรักยั่งยืน อยู่กินกันราบรื่น” เพียงประเด็นเดียว แล้วลองเที่ยวหาคำตอบดูเถอะ ถามสิบคนก็ตอบสิบอย่าง…
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องมงคลสมรสไว้สั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า “สังคหะ” แปลว่า การสงเคราะห์กัน และให้ปฏิบัติตามหลัก สังคหวัตถุ ๔ เพื่อเป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ดังนี้:
- ทาน — การให้ปันแก่กัน คนเราถ้ารักที่จะอยู่ด้วยกันต้องปันกันกิน ปันกันใช้ หามาได้แล้วควรรวมกันไว้เป็นกองกลางแล้วจึงแบ่งกันใช้ หากไม่เอามารวมกัน อาจเกิดการระแวงกันได้ ที่ใดที่ปราศจากการให้ ที่นั่นย่อมแห้งแล้งเหมือนทะเลทราย การปันกันนี้รวมทั้งการปันทุกข์กันในครอบครัวด้วย เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความทุกข์ มีปัญหา ก็ควรนำมาปรึกษากัน อีกฝ่ายก็ต้องรับรู้ รับฟัง และปลุกปลอบให้กำลังใจ
- ปิยวาจา — พูดกันด้วยวาจาไพเราะ แม้การตักเตือนกันก็ต้องระมัดระวังคำพูด ถ้าถือเป็นกันเองมากเกินไป อาจจะเกิดทิฏฐิ ทำให้ครอบครัวไม่สงบสุข โดยถือหลักว่า ก่อนแต่งงานเคยพูดไพเราะอย่างไร หลังแต่งงานก็พูดให้เพราะอย่างนั้น
- อัตถจริยา — ฝึกฝนตนให้เป็นประโยชน์ คือมีความรู้ความสามารถ แล้วนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่นั้นมาช่วยเหลือกัน ประพฤติตนเป็นประโยชน์ต่อกันในทุกด้าน เมื่อรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง พยายามศึกษาหาความรู้ทางธรรม เอาใจมาเกาะกับธรรมให้มาก สามีภรรยานั้นเมื่อทะเลาะกันมักจะโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วย่อมมีความผิดด้วยกันทั้งคู่ อย่างน้อยก็ผิดที่ไม่หาวิธีที่เหมาะสมแนะนำตักเตือนกัน ปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งทำความผิด
- สมานัตตตา — วางตัวให้เหมาะสมกับที่ตัวเป็น เป็นพ่อบ้านก็ทำตัวให้สมกับเป็นพ่อบ้าน เป็นแม่บ้านก็ทำตัวให้สมกับเป็นแม่บ้าน ต่างก็วางตัวให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งในบ้านและนอกบ้าน ซึ่งข้อนี้จะประพฤติปฏิบัติให้ดี ต้องฝึกสมาธิให้ใจผ่องใสเป็นปกติ เพราะคนที่ใจผ่องใสจะรู้ว่าในภาวะเช่นนั้นควรจะวางตนอย่างไร ไม่ระเริงโลกจนวางตนไม่เหมาะสม
โดยสรุป: ปฏิบัติตนตามหลักทาน การให้ปันสิ่งของ รักษาศีล เพื่อให้มีคำพูดที่ไพเราะและเพื่ออุดข้อบกพร่องของตน จะได้เป็นคนมีประโยชน์ เจริญภาวนา คือการฟังธรรมและทำสมาธิ เพื่อให้ใจผ่องใสเกิดปัญญา จะได้วางตัวได้เหมาะสมกับที่ตัวเป็น
หน้าที่ของสามีต่อภรรยา
- ยกย่องให้เกียรติ — ยกย่องว่าเป็นภรรยา ไม่ปิดบัง หากทำดีก็ชมเชยด้วยใจจริง หากทำผิดก็เตือน แต่ไม่ตำหนิต่อหน้าสาธารณชนหรือคนในบ้าน สิ่งใดเป็นเรื่องส่วนตัวควรให้อิสระตามสมควร
- อย่าดูหมิ่น — ไม่เหยียบหยามว่าต่ำกว่าตน ไม่ดูถูกเรื่องตระกูล ทรัพย์ ความรู้ การแสดงความคิดเห็น ไม่กระทำเรื่องครอบครัวโดยไม่ปรึกษา และห้ามทุบตีด่าทอเด็ดขาด
- ไม่นอกใจ — ไม่ยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นในฐานะภรรยา เพราะเป็นการดูหมิ่นความเป็นหญิงของภรรยา ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา
- มอบความเป็นใหญ่ให้ — ให้ภรรยาเป็นผู้จัดการภาระทางบ้าน ไม่ก้าวก่ายเรื่องการครัวหรือการปกครองภายใน ยกเว้นเรื่องใหญ่ที่ภรรยาไม่อาจแก้ไขได้
- ให้เครื่องแต่งตัว — ผู้หญิงชอบแต่งตัว หากได้เครื่องแต่งตัวถูกใจจะชื่นใจ แม้โกรธก็หาย สามีควรตามใจบ้าง
หน้าที่ของภรรยาต่อสามี
- จัดการงานดี — จัดบ้านให้น่าอยู่ อาหารถูกปาก เสื้อผ้าสะอาด ดูแลลูกให้เติบโตอย่างดี
- สงเคราะห์ญาติข้างสามี — เอื้อเฟื้อ พูดไพเราะ ช่วยเหลือตามฐานะ
- ไม่นอกใจ — จงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อสามีเพียงผู้เดียว
- รักษาทรัพย์ให้ดี — ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ตระหนี่ รู้จักใช้ทรัพย์
- ขยันทำงาน — ขยันทำงานบ้าน ไม่มัวแต่กิน นอน เที่ยว หรือเล่นการพนัน
การยึดเหนี่ยวน้ำใจในชีวิตสมรส
ประเพณีแต่งงานของไทยมักสวมมงคลแฝดไว้บนศีรษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว เพื่อยึดคนสองคนไว้ด้วยกัน แต่เป็นการยึดภายนอกเท่านั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ยึดเหนี่ยวน้ำใจกันไว้ด้วยคุณธรรมที่เรียกว่า สังคหะ คือการสงเคราะห์กัน ซึ่งเป็นเงื่อนใจสองวง วงหนึ่งคล้องไว้ในใจสามี อีกวงหนึ่งคล้องไว้ในใจภรรยา หากทำได้ตามหลักธรรมนี้ แม้แต่ความตายก็พรากได้เพียงร่างกาย ส่วนดวงใจยังคงคล้องกันอยู่ชั่วนิรันดร์
ข้อเตือนใจ
แม้บางคนตั้งใจจะยึดใจไว้ แต่เมื่อปฏิบัติจริงกลับเขว เช่น เมื่อสามีเริ่มหลงทาง กลับไปหาหมอเสน่ห์แทนที่จะเอาใจสามี ปล่อยบ้านรก ไม่หุงหาอาหาร สถานการณ์จึงเลวร้ายลง
ที่ถูกควรปักใจมั่นในศีล ทาน และการทำความดี ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ไม่บกพร่อง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
โอวาทวันแต่งงาน
โอวาทปริศนาโดยธนัญชัยเศรษฐี บิดาของนางวิสาขา มี 10 ข้อ:
- ไฟในอย่านำออก — ไม่เปิดเผยปัญหาในครอบครัวแก่คนนอก
- ไฟนอกอย่านำเข้า — ไม่นำปัญหาภายนอกเข้ามาในครอบครัว
- ให้แก่ผู้ให้ — ช่วยเหลือผู้ที่เคยช่วยเรา
- ไม่ให้แก่ผู้ที่ไม่ให้ — ไม่ช่วยผู้ที่ไม่เคยช่วยเรา
- ให้ไม่ให้ก็ให้ — ญาติพี่น้องแม้ไม่คืนของก็ยังควรช่วย
- กินให้เป็นสุข — จัดการอาหารให้ดี ปรนนิบัติพ่อแม่สามี
- นั่งให้เป็นสุข — รู้จักที่สูงต่ำ ไม่นั่งสูงกว่าพ่อแม่สามี
- นอนให้เป็นสุข — ดูแลที่นอน ตื่นก่อน นอนทีหลัง
- บูชาไฟ — เมื่อสามีหรือพ่อแม่สามีโกรธ ให้นิ่งไว้ก่อน
- บูชาเทวดา — ส่งเสริมเมื่อสามีหรือพ่อแม่สามีทำความดี
อานิสงส์การสงเคราะห์ภรรยา (สามี)
- ทำให้ความรักยืนยง
- ทำให้สมานสามัคคีกัน
- ทำให้ครอบครัวสงบสุข
- ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ
- เป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
“ภรรยานั้นอยู่ใกล้ชิด หากไม่ผูกมิตร ชีวิตจะสั้น
ภรรยานั้นอยู่ร่วมกัน หากคิดสร้างสรรค์ บ้านนั้นเจริญ”
จากหนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า
โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย



















