จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม คืออะไร?
จิตหวั่น คือ ความหวั่นหวาดกังวล กลัวว่าจะประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ
จิตไหว คือ ความปรารถนาอยากได้สิ่งที่รักที่ชอบใจ
โลกธรรม คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นประจำโลก ใครๆ ก็ต้องพบ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงประสบ มีอยู่ 8 ประการ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่:

ก. ฝ่ายที่คนทั่วไปปรารถนาอยากได้ คือ
1. ได้ลาภ — คือ การได้ผลประโยชน์ เช่น ได้ทรัพย์ ได้บุตร-ภรรยา ได้บ้าน ได้ที่ดิน ได้เพชรนิลจินดาต่างๆ เป็นต้น
2. ได้ยศ — คือ การได้รับตำแหน่ง ได้รับฐานะ ได้อำนาจเป็นใหญ่เป็นโต
3. ได้สรรเสริญ — คือ การได้ยินได้ฟังคำชมเชย คำยกยอ คำสดุดีที่คนอื่นให้เรา
4. ได้สุข — คือ ได้รับความสบายกายสบายใจ ได้ความเบิกบานร่าเริง ได้ความบันเทิงใจ
ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นเรื่องที่คนทั่วไปชอบ ยังไม่ได้ก็คิดหา ครั้นหาได้แล้วก็คิดหวง หวงมากๆ เข้าก็หึง การที่จิตมีอาการหา–หวง–ห่วง–หึง นี่แหละ เรียกว่า จิตไหว

ข. ฝ่ายที่คนทั่วไปกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับตน คือ
1. เสื่อมลาภ — คือ ผลประโยชน์ที่ได้มาแล้วเสียไป เช่น เสียเงิน เสียที่อยู่ ลูกรักตายเสีย เมียรักตายจาก
2. เสื่อมยศ — คือ ถูกลดความเป็นใหญ่ ถูกถอดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดอำนาจ
3. ถูกนินทา — คือ ถูกตำหนิติเตียน ถูกด่าว่าในที่ต่อหน้าหรือลับหลัง
4. ตกทุกข์ — คือ ได้รับความทุกข์ทรมานทางกายหรือทางใจ
ทั้ง 4 ประการนี้เป็นเรื่องที่คนเราไม่ชอบ ไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นกับตัว เมื่อยังมาไม่ถึง จิตก็หวั่นว่ามันจะมา เมื่อมันมาแล้วก็ภาวนาว่าเมื่อไหร่จะไปเสียที ไปแล้วก็ยังหวั่นกลัวว่ามันจะกลับมาอีก

จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม หมายถึงอะไร?
จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม หมายถึง สภาพจิตของผู้ที่ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว มีใจตั้งมั่น เกิดความมั่นคงหนักแน่นดุจขุนเขา เป็นอุเบกขา วางเฉยได้
• เมื่อพบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ จิตก็ไม่หวั่น
• เมื่อพบกับความได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ เป็นสุข จิตก็ไม่ไหว
เพราะรู้เท่าทันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน ลาภมีได้ก็เสื่อมได้ ยศตำแหน่งใหญ่โตก็ไม่ใช่ของเราตลอดไป สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ทุกคนต้องพบทั้งนั้น และในที่สุดก็ต้องเสื่อมหายไปเป็นธรรมดา ตามกฎของ ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณะ คือ ลักษณะประจำของทุกสรรพสิ่งในโลก ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ล้วนมีลักษณะ 3 ประการเหมือนกันหมด ได้แก่:
1. อนิจจัง — ความไม่เที่ยง ไม่หยุดอยู่กับที่ ต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
• เช่น บ้านเรือนก็ต้องเก่าคร่ำคร่าทรุดโทรมไป
• คนเราวันนี้กับเมื่อวานก็ไม่เหมือนกัน
2. ทุกขัง — ความเป็นทุกข์ ไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้ ต้องแตกดับ
• เช่น บ้านก็ต้องพัง คนเราก็ต้องตาย
• แม้โลกที่เราอยู่นี้ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และวันหนึ่งก็ต้องทำลายลง
3. อนัตตา — ความเป็นของไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ไม่อยู่ในอำนาจ บังคับบัญชาไม่ได้
• เช่น ตัวเราจะบังคับไม่ให้แก่ก็ไม่ได้
• บังคับไม่ให้ป่วยไข้ก็ไม่ได้
• บ้านบังคับไม่ให้เก่าก็ไม่ได้
• เมื่อแยกธาตุแล้วจะพบว่าเป็นเพียงการประชุมแห่งธาตุชั่วคราว พอตายธาตุก็แยกสลาย ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

ผู้ที่เห็นไตรลักษณ์
คนทั้งโลกมองไม่เห็นไตรลักษณ์ จึงลุ่มหลงมัวเมา ยินดียินร้าย หวั่นไหวในโลกธรรม ต้องตกอยู่ในห้วงทุกข์ตลอดมา
แต่ผู้ที่ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ท่านเห็นนิพพาน ซึ่งอยู่พ้นกฎของไตรลักษณ์:
• เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
• พ้นการเวียนว่ายตายเกิด
• มีความสุขอย่างยิ่ง เป็นบรมสุขที่ไม่กลับทุกข์อีก
จึงไม่ใยดีในโลกธรรม ไม่ขุ่นมัว ไม่หลงใหล ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ซึ่งเป็นของไม่เที่ยง อยู่ในกฎของไตรลักษณ์

สภาพจิตของผู้บรรลุนิพพาน
• ท่านจะได้ลาภ ได้ยศ มีคนสรรเสริญยกย่อง หรือเป็นสุข ท่านก็เฉยๆ จิตไม่ไหว
• ท่านจะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย หรือตกทุกข์ ท่านก็เฉยๆ จิตไม่หวั่น
คนทั่วไปเวลาป่วยไข้ มักเกิดความทุกข์ทั้งกายทั้งใจ
แต่ผู้ที่ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ใจจรดอยู่ในพระนิพพาน
จะเกิดความทุกข์อะไรอันเนื่องมาจากสังขารนี้ก็ตาม
ทุกข์นั้นจะหยุดอยู่แค่กาย กินเข้าไปไม่ถึงใจท่าน
ท่านมีจิตที่มั่นคงตลอด

ข้อเตือนใจ
โบราณท่านสอนว่า อยากจะรู้ว่าใครถึงคราวตกทุกข์ได้ยากแล้วจะพิลาปรำพันโอดครวญแค่ไหน ให้ดูอย่างนี้:
• ถ้าคนนั้นเวลาดีใจ ได้ของถูกใจ ก็หัวเราะฮ่าๆ ก็รู้เลยว่า เมื่อถึงคราวเสียใจ เสื่อมลาภ เขาก็จะร้องไห้โฮๆ เป็นช้างร้องเชียว
• ตรงกันข้าม ถ้าเวลาดีใจเขาก็แค่ยิ้มๆ ก็รู้เลยว่าถึงตอนเสียใจ อย่างมากก็คงจะแค่กัดฟัน หรือนิ่งไปซักพักแล้วก็หาย นี่เป็นอย่างนี้
ท่านจึงให้ข้อเตือนใจไว้ว่า:

กำลังใจสำหรับผู้ตกอยู่ในความทุกข์

เพราะฉะนั้นจะเจอความทุกข์ขนาดไหน ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาปานใด สู้ทนทำความดีไปเถิด ยิ่งเจอหนักมากขึ้นแสดงว่ามันใกล้จะพ้นแล้วละ เหมือนยิ่งดึกก็ยิ่งใกล้สว่าง

หนทางสู่จิตที่ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
นอกจากนี้เราทุกคนจะต้องตั้งใจฝึกสมาธิภาวนากัน จนใจหยุดใจนิ่ง ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เกิดปัญญาสว่างไสว เห็นอริยสัจจ์ 4 และทำนิพพานให้แจ้งให้ได้ จึงจะมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรมอย่างแท้จริง

Google search engine