มงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า
เมื่อยังมองไม่เห็นฝั่ง
ผู้ที่ตกอยู่ในทะเลย่อมว่ายวนอยู่ในห้วงทะเลนั้น
โดยไม่รู้จุดหมายฉันใด
เมื่อยังมองไม่เห็นอริยสัจจ์
บุคคลก็ย่อมเวียนว่ายตายเกิดในทะเลทุกข์แห่งวัฏสงสาร
โดยไม่รู้จบสิ้นฉันนั้น
แม่บทของศาสนา
ประเทศก็มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นแม่บทของกฎหมายอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ทุกศาสนาในโลกต่างก็มีหลักธรรมคำสั่งสอนที่เป็นแม่บทของศาสนานั้นๆ
แม่บทของพระพุทธศาสนาก็คือ อริยสัจจ์ 4
อริยสัจจ์ 4
อริยสัจจ์ สามารถแปลได้หลายความหมาย เช่น:
- คือความจริงอันประเสริฐ
- คือความจริงอันทำให้บุคคลผู้เห็นเป็นผู้ประเสริฐ
อริยสัจจ์ 4 คือความจริงที่มีอยู่คู่โลกแต่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ คือทั้งรู้และเห็นแล้วทรงชี้ให้เราดู ได้แก่:
- ทุกข์: ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ
- สมุทัย: สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
- นิโรธ: ความดับทุกข์
- มรรค: วิธีปฏิบัติเพื่อไปสู่ความดับทุกข์
เปรียบเทียบกับโรค
- ทุกข์ → สภาพที่ป่วยเป็นโรค
- สมุทัย → ตัวเชื้อโรค
- นิโรธ → สภาพที่หายจากโรค แข็งแรงแล้ว
- มรรค → ยารักษาโรคให้หายป่วย
คนทุกคนในโลกนี้ล้วนแต่มีความทุกข์กันทั้งนั้น เหมือนคนป่วยแต่ก็ไม่รู้ว่าป่วยจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุ จะแก้ไขรักษาให้หายป่วยหายทุกข์ได้อย่างไร
ในมงคลนี้ เราจะมาศึกษากันให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิต ให้รู้กันเลยว่าที่เราทุกข์ๆ กันอยู่ทุกวันนี้น่ะ มันมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วเราจะได้รีบปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์กันเสียที
อริยสัจจ์ที่ 1: ทุกข์
ทุกข์ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจต่าง ๆ พระพุทธองค์ทรงพบความจริงว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนตกอยู่ในความทุกข์ จะเป็นมหาเศรษฐี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดี เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็มีทุกข์ทั้งนั้น ต่างแต่เพียงว่าทุกข์มากหรือทุกข์น้อย และมีปัญญาพอที่จะรู้ตัวหรือเปล่าเท่านั้น
พระองค์ได้ทรงแยกแยะให้เราเห็นว่า ความทุกข์นี้มีถึง 11 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่:
1. สภาวทุกข์ (ทุกข์ประจำ)
เป็นความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสภาพธรรมดาของสัตว์ซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องมี ประกอบด้วย 3 ประการ:
- 1.1 ชาติ — การเกิด
- 1.2 ชรา — การแก่
- 1.3 มรณะ — การตาย
ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อย่างมากที่สุดก็บอกได้เพียงว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์ ส่วนการเกิดกลับถือว่าเป็นสุขเป็นพรพิเศษ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งด้วยดวงปัญญาอันสว่างไสว และชี้ให้เราเห็นว่า การเกิดนั่นแหละเป็นทุกข์ เป็นต้นเหตุของทุกข์อื่น ๆ ทั้งปวง
อีกอย่างหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิด คือคิดว่าชราทุกข์จะเกิดขึ้นเมื่ออายุ 60–70 ปี แต่จริง ๆ แล้วทันทีที่เราเริ่มเกิด เราก็เริ่มแก่แล้ว ชราทุกข์เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น และค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
2. ปกิณณกทุกข์ (ทุกข์จร)
เป็นความทุกข์ที่เกิดจากจิตใจหย่อนสมรรถภาพ ไม่อาจทนต่อเหตุการณ์ภายนอกที่มากระทบตัวเราได้ ผู้มีปัญญารู้จักฝึกควบคุมใจตนเอง ก็จะสามารถบรรเทาจากทุกข์ชนิดนี้ได้ ประกอบด้วย 8 ประการ:
- 2.1 โสกะ — ความโศก ความแห้งใจ ความกระวนกระวาย
- 2.2 ปริเทวะ — ความคร่ำครวญรำพัน
- 2.3 ทุกขะ — ความเจ็บไข้ได้ป่วย
- 2.4 โทมนัสสะ — ความน้อยใจ ขึ้งเคียด
- 2.5 อุปายาสะ — ความท้อแท้กลุ้มใจ ความอาลัยอาวรณ์
- 2.6 อัปปิเยหิ สัมปโยคะ — ความขัดข้องหมองมัว จากการประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
- 2.7 ปิเยหิ วิปปโยคะ — ความโศกเศร้าเมื่อพลัดพรากจากของรัก
- 2.8 ยัมปิจฉัง นลภติ — ความหม่นหมองจากการปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น
นี่คือผลการวิจัยเรื่องทุกข์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นเหมือนแพทย์ผู้ชำนาญโรค สามารถแยกแยะอาการของโรคให้เราดูได้อย่างละเอียดชัดเจน
“ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํอริยสัจ คือทุกข์ อันเราพึงกำหนดรู้”
สํ. ม. 19/1666/529
อริยสัจจ์ที่ 2: สมุทัย
สมุทัย คือเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลายดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่ฝึกสมาธิมาน้อย หาเหตุแห่งความทุกข์ไม่เจอ จึงโทษไปต่างๆ นานา ว่าเป็นการลงโทษของพระเจ้าบ้าง ของผีป่าบ้าง
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงฝึกสมาธิมามาก ใจของพระองค์จึงใสสว่าง เกิดปัญญามองเห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า ที่เราทุกข์ๆ กันอยู่นี่ สาเหตุมาจาก ตัณหา คือความทะยานอยากในใจของเราเอง แบ่งเป็น 3 ประเภท:
- กามตัณหา: ความอยากได้ เช่น อยากได้เงิน อยากได้ทอง อยากสนุก อยากมีเมียน้อย อยากให้คนชมเชยยกย่อง สรุปคืออยากได้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ที่น่าพอใจ
- ภวตัณหา: ความอยากเป็น เช่น อยากเป็นนายกรัฐมนตรี อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยากเป็นนายพล อยากเป็นคุณหญิง ฯลฯ
- วิภวตัณหา: ความอยากไม่เป็น เช่น อยากไม่เป็นคนจน อยากไม่เป็นคนแก่ อยากไม่เป็นคนขี้โรค ฯลฯ
มนุษย์เราเกิดมาจากตัณหา ลอยคออยู่ในตัณหา เคยชินกับตัณหา คุ้นเคยกันกับตัณหา จนเห็นตัณหาเป็นเพื่อนสนิท กินด้วยกัน อยู่ด้วยกัน ถ้าขาดตัณหาแล้ว เขากลัวว่าจะขาดรสของชีวิตที่เคยได้ เคยอยู่ เคยเป็น
แต่ตามความเป็นจริง ตัณหานั้นถ้าเป็นเพื่อนก็คือเพื่อนเทียม ที่คอยหลอกล่อนำทุกข์มาให้เราแล้วก็ยืนหัวเราะชอบใจ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเหมือนแพทย์ผู้ชำนาญ ทรงแยกแยะสาเหตุของโรค สาเหตุของทุกข์ ให้เราเห็นว่ามาจากอะไร เชื้อโรคชนิดไหน กิเลสชนิดใด
“ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ อริยสัจ คือทุกขสมุทัย อันเราพึงละ”
สํ. ม. 19/1667/529
อริยสัจจ์ที่ 3: นิโรธ
นิโรธ คือความดับทุกข์ หมายถึง สภาพใจที่หมดกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิง ทำให้หมดตัณหาจึงหมดทุกข์ มีใจหยุดนิ่งสงบตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย มีความสุขล้วนๆ
ผู้ที่ฝึกสมาธิน้อยหรือปฏิบัติไม่ถูกทาง ยังเข้าไม่ถึงนิพพาน จึงไม่รู้จักความหมดทุกข์ที่แท้จริง ก็มักเข้าใจกันว่า การได้เสวยสุขอยู่บนสวรรค์นั้นคือความหมดทุกข์
แต่แท้ที่จริงนั้น ต่อให้ได้ขึ้นสวรรค์เป็นเทวดานางฟ้าจริงๆ ก็ยังวนเวียนอยู่ในกามภพเท่านั้น สูงกว่าสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ยังมีรูปพรหมอีก 16 ชั้น อรูปพรหมอีก 4 ชั้น ซึ่งก็ยังไม่หมดทุกข์
จะหมดทุกข์จริงๆ ต้องฝึกจนกระทั้งหมดตัณหา ดับความทะยานอยากต่างๆ โดยสิ้นเชิง หมดกิเลสเข้านิพพานเท่านั้น
“ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ อริยสัจ คือทุกขนิโรธะ อันเราพึงทำให้แจ้ง”
สํ. ม. 19/1668/530
อริยสัจจ์ที่ 4: มรรค
มรรค คือวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ ศาสนาอื่นฝ่ายเทวนิยมมองเหตุแห่งทุกข์ไม่ออก จึงยกให้เป็นการลงโทษของสิ่งลึกลับ ของพระเจ้า จึงหาวิธีพ้นทุกข์ผิดทางไปอ้อนวอนบวงสรวงให้พระเจ้าช่วย ซึ่งไม่ใช่ทางดับทุกข์ที่แท้จริง
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นเหมือนแพทย์ผู้ชำนาญ เห็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคเกิดทุกข์ชัดเจน แล้วทรงสอนว่า ที่เราป่วยเราทุกข์ก็เพราะตัณหา ซึ่งเปรียบเหมือนเชื้อโรค ถ้าต้องการหายจากโรคก็ต้องกำจัดเชื้อโรคนั้นให้หมดไป โดยพระองค์ทรงมอบยาดีไว้ให้เราคือ มรรค ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ใจหยุดนิ่ง ปราบทุกข์ได้ รวม 8 ประการ ได้แก่:
- สัมมาทิฏฐิ: มีความเห็นชอบ ทั้งเบื้องต้นและเบื้องสูง
- สัมมาสังกัปปะ: มีความคิดชอบ ไม่ผูกพยาบาท ไม่เบียดเบียน
- สัมมาวาจา: เจรจาชอบ ไม่พูดปด ไม่พูดหยาบ ไม่พูดส่อเสียด
- สัมมากัมมันตะ: ทำการงานชอบ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ประพฤติพรหมจรรย์
- สัมมาอาชีวะ: เลี้ยงชีพชอบ เลิกอาชีพผิด ประกอบอาชีพถูก
- สัมมาวายามะ: มีความเพียรชอบ ป้องกัน ละ สร้าง และบำรุงกุศล
- สัมมาสติ: มีความระลึกชอบ ไม่ปล่อยใจฟุ้งซ่าน มีสติรู้ตัว
- สัมมาสมาธิ: มีใจตั้งมั่นชอบ หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เข้าถึงธรรมกาย
ไตรสิกขา: หัวใจพระพุทธศาสนา
- ศีล: สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ
- สมาธิ: สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ
- ปัญญา: สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ
มรรคทั้ง 8 ข้อนี้ให้ปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะเป็นไปได้ขณะใจหยุดนิ่งเป็นสมาธิ ทำให้เห็นอริยสัจจ์ได้อย่างชัดเจนและพ้นทุกข์ได้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตตามวิถีของเหตุผล ไม่ต้องไปวิงวอนพระเจ้าหรือใครๆ
“ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ อริยสัจ คือปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ อันเราพึงบำเพ็ญ”
สํ. ม. 19/1669/530





















