มงคลชีวิต 38 ประการ (ฉบับทางก้าวหน้า)

มงคลที่ 5 : มีบุญวาสนามาก่อน


ผลไม้พันธุ์เลว ถึงจะใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดินดีอย่างไรก็ตาม อย่างมากก็ทำให้มีผลดกขึ้นบ้าง แต่จะทำให้มีรสโอชาขึ้นกว่าเดิมนั้นยาก

ตรงกันข้าม ผลไม้พันธุ์ดี แม้รดน้ำพรวนดินเพียงพอประมาณ ก็ให้ผลมากเกินคาด รสชาติก็โอชา

เช่นกัน ผู้ที่ไม่ได้สั่งสมคุณความดีมาก่อน เมื่อประกอบกิจใดๆ ถึงขยันขันแข็งสักปานไหน ผลแห่งความดีกว่าจะปรากฏเต็มที่ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักและเสียเวลามาก

ส่วนผู้ที่สั่งสมคุณความดีมาก่อน เมื่อทำความดี ผลดีปรากฏเต็มที่ทันตาเห็น ส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าเหนือกว่าบุคคลทั้งหลายได้อย่างน่าอัศจรรย์


บุญ คืออะไร ?

บุญ คือ สิ่งซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจแล้วทำให้จิตใจใสสะอาด ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว ก้าวขึ้นสู่ภูมิที่ดี

เกิดขึ้นจากการที่ใจสงบ ทำให้เลือกคิดเฉพาะสิ่งที่ดี ที่ถูก ที่ควร ที่เป็นประโยชน์ แล้วพูดดี ทำดี ตามที่คิดนั้น

บุญเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมส่งผลปรุงแต่งใจของเราให้มีคุณภาพดีขึ้น คือ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว บริสุทธิ์ผุดผ่อง สว่างไสว โปร่งโล่ง ไม่อึดอัด อิ่มเอิบ ไม่กระสับกระส่าย ชุ่มชื่นเบาสบาย ผ่อนคลายไม่ตึงเครียด นุ่มนวลควรแก่การใช้งาน และบุญที่เกิดขึ้นนี้ยังสามารถสะสมไว้ในใจได้อีกด้วย

คนทั่วไปแม้จะมองไม่เห็น “บุญ” แต่ก็สามารถรู้อาการของบุญหรือผลของบุญได้ คือเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้จิตใจชุ่มชื่นเป็นสุข

เปรียบได้กับ “ไฟฟ้า” ซึ่งเรามองไม่เห็นตัวไฟฟ้าโดยตรง แต่เราสามารถรับรู้อาการของไฟฟ้าได้ เช่น เมื่อไฟฟ้าผ่านเข้าไปในหลอดไฟแล้วเกิดแสงสว่างขึ้น หรือเมื่อผ่านเข้าไปในเครื่องปรับอากาศแล้วเกิดความเย็นขึ้น เป็นต้น


คุณสมบัติของบุญ

  1. ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดได้

  2. นำความสุขความเจริญก้าวหน้ามาให้

  3. ติดตามตนไปทุกฝีก้าว แม้ไปเกิดข้ามภพข้ามชาติ

  4. เป็นของเฉพาะตน ใครทำใครได้ โจรลักขโมยไม่ได้

  5. นำมาซึ่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย

  6. ให้มนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ แก่เราได้

  7. เป็นเกราะป้องกันภัยในวัฏฏสงสาร

  8. เป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน


ประเภทของบุญในกาลก่อน

บุญในกาลก่อนแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  1. บุญช่วงไกล – คุณความดีที่ทำจากภพชาติก่อน มาจนถึงวันคลอดจากครรภ์มารดา

  2. บุญช่วงใกล้ – คุณความดีที่ทำในภพชาติปัจจุบัน ตั้งแต่คลอดจนถึงวันนี้

บุญช่วงไกล เปรียบเสมือนผลไม้ที่คัดพันธุ์มาดี รสโอชะติดอยู่ในเมล็ด เมื่อนำไปปลูกก็งอกงามรวดเร็ว เช่นเดียวกับคนที่สะสมความดีในอดีตชาติ ย่อมเกิดมาด้วยใจผ่องใส มีปัญญาดี รูปร่างสง่างาม ร่างกายแข็งแรง หากไม่ประมาทย่อมก้าวหน้าเร็ว แต่ถ้าประมาทก็เหมือนต้นไม้ยอดด้วน

บุญช่วงใกล้ คือผู้ที่ทำความดีต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ตั้งใจเรียน ขยันหมั่นเพียร คบคนดี ฝึกใจให้ผ่องใส เมื่อโตขึ้นย่อมเจริญก้าวหน้ากว่าผู้อื่น

ดังนั้นเราควรหมั่นสะสมบุญตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดี เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สร้างสมบารมีนับภพชาติ จนในชาติสุดท้ายทรงศึกษาและเพียรภาวนาเต็มที่ แล้วตรัสรู้ได้เมื่อพระชนม์เพียง 35 พรรษา


ผลของบุญ

บุญส่งผลกับเราใน 4 ระดับ ได้แก่

  1. ระดับจิตใจ – เกิดผลทันที ทำให้สุขภาพใจดี สมรรถภาพทางใจสูง คิดว่องไว รอบคอบ ตัดสินใจถูกต้อง

  2. ระดับบุคลิกภาพ – คนที่ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเสมอ จะสงบ เบิกบาน ผิวพรรณผ่องใส ใจมั่นคง มั่นใจในตนเอง มีความองอาจสง่างาม

  3. ระดับวิถีชีวิต – เป็นผลจากบุญและบาปสะสม ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ขึ้นกับบุญเก่าและกรรมปัจจุบัน บางครั้งทำดีแต่เจอเคราะห์ร้ายเพราะบาปเก่าตามมา แต่เมื่อเพียรทำบุญต่อ เคราะห์กรรมนั้นก็หมดไป

  4. ระดับสังคม – ผู้ทำความดีอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นที่ยอมรับ ได้เป็นผู้นำ ชักนำผู้อื่นทำความดี ทำให้สังคมสงบสุขเจริญ


ตัวอย่างผลของบุญ

  • ผู้ที่มีอายุยืน เพราะอดีตไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

  • ผู้ที่ไม่มีโรคภัย เพราะไม่รังแกหรือทรมานสัตว์

  • ผู้ที่มีพลานามัยสมบูรณ์ เพราะเคยให้ทานด้วยอาหาร

  • ผู้ที่มีผิวพรรณงาม เพราะรักษาศีลและให้ทานด้วยเครื่องนุ่งห่ม

  • ผู้ที่มีอำนาจ เพราะมีมุทิตาจิต ไม่อิจฉาริษยา

  • ผู้ที่ร่ำรวย เพราะเคยให้ทานมาก

  • ผู้ที่เกิดในตระกูลสูง เพราะบูชาบุคคลที่ควรบูชา

  • ผู้ที่ฉลาดมีปัญญา เพราะคบบัณฑิต ฝึกสมาธิ ไม่ดื่มสุรา


วิธีทำบุญ

การทำความดีทุกอย่างเป็นบุญ พระพุทธเจ้าทรงแบ่งไว้ 10 ประการ เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ได้แก่

  1. ทาน – บริจาคแก่ผู้ควรให้

  2. ศีล – สำรวมกาย วาจา ไม่สร้างความเดือดร้อน

  3. ภาวนา – สวดมนต์ ทำสมาธิ อ่านธรรมะ

  4. อปจายนะ – เคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม

  5. เวยยาวัจจะ – ขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ

  6. ปัตติทานะ – อุทิศส่วนบุญแก่ผู้อื่น

  7. ปัตตานุโมทนา – อนุโมทนาบุญผู้อื่น

  8. ธัมมัสสวนะ – ฟังธรรม

  9. ธัมมเทสนา – แสดงธรรม

  10. ทิฏฐุชุกัมม์ – ปรับความเห็นให้ถูกต้อง

บุญกิริยาวัตถุ 10 สรุปได้เป็น 3 หมวด คือ

  • ทาน (ทาน, ปัตติทานะ, ปัตตานุโมทนา)

  • ศีล (ศีล, อปจายนะ, เวยยาวัจจะ)

  • ภาวนา (ภาวนา, ธัมมัสสวนะ, ธัมมเทสนา)
    ส่วน ทิฏฐุชุกัมม์ สงเคราะห์ได้ทั้ง 3 หมวด


บุญวาสนาไม่ใช่อภินิหาร

บุญวาสนาอธิบายได้ด้วยเหตุผล:

  • ผู้ที่สั่งสมบาป ใจมืดมัว กิเลสครอบงำ ทำให้เครียด หงุดหงิด ขาดสติ สุขภาพเสีย

  • ผู้ที่สั่งสมบุญ ใจผ่องใส กิเลสครอบงำยาก มีสติควบคุมใจ สุขภาพดี ผิวพรรณงาม กิริยาน่ารัก คิดอ่านแจ่มใส ส่งผลให้เจริญก้าวหน้าในชีวิต


ข้อเตือนใจ

เมื่อรู้ว่าบุญคือความดีที่สั่งสมไว้เพื่อเราเอง ก็ไม่ควรประมาท ควรทำบุญเท่าที่กำลังอำนวย หากได้บุญมาแล้วแต่ไม่เพิ่ม ก็เหมือนชาวนาที่ไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ

ความดีทุกอย่างแม้ยังไม่ให้ผลทันที แต่จะรวมกันปรุงแต่งจิตใจให้ดีขึ้น เรียกว่า “บุญวาสนา” ดังนั้นควรเร่งทำบุญ ศึกษา ฝึกฝนตนเองให้ดี พัฒนาคำพูด ความเพียร การงาน และฝึกใจให้ผ่องใสด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเสมอ


หลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

  1. เช้าใดยังไม่ได้ทำทาน เช้านั้นอย่าเพิ่งทานข้าว

  2. วันใดยังไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล วันนั้นอย่าเพิ่งออกจากบ้าน

  3. คืนใดยังไม่ได้สวดมนต์ภาวนา คืนนั้นอย่าเพิ่งนอน

เราต้องอดทนสร้างความดี แม้มีอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ

“น้ำหยดทีละหยด ยังสามารถเต็มตุ่มได้ฉันใด
บัณฑิตหมั่นสั่งสมบุญทีละน้อย ย่อมเต็มเปี่ยมด้วยบุญฉันนั้น”
(ขุ. ธ. 25/19/31)


อานิสงส์การมีบุญวาสนามาก่อน

  1. ทำให้มีปัจจัยต่างๆ พร้อม สามารถทำความดีใหม่ได้โดยง่าย

  2. อำนวยประโยชน์ทุกอย่างดังได้กล่าวมาแล้ว

  3. เป็นต้นเหตุแห่งความสุขทุกประการ

  4. เป็นเสบียงติดตัวทั้งภพนี้และภพหน้า จนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน


📖 จาก หนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า

Google search engine

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่