ศีลข้อ ๕ สุราเมรย องค์แห่งศีลอย่างละเอียด
สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน แปลว่า การดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นศีลข้อที่ห้าของเบญจศีล บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดทั้งความหมาย องค์ทั้ง 4 ของการล่วงศีล และแนวทางปฏิบัติให้ศีลบริสุทธิ์พร้อมหลักฐานจากพระไตรปิฎก
สีลํ ยาว ชรา สาธุ.
ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จตราบเท่าชราสํ. ส. ๑๕/๕๐
สุราเมรยคืออะไร
คำว่า “สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน” แยกศัพท์ได้ว่า สุรา (สุรา, เหล้าที่หมักจากข้าวและธัญญชาติ) + เมรย (เมรัย, เหล้าที่หมักจากผลไม้และน้ำผึ้ง) + มชฺช (ของมึนเมาโดยทั่วไป) + ปมาทฏฺฐาน (ที่ตั้งแห่งความประมาท) รวมความว่า การดื่มน้ำเมาและของมึนเมาทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้ขาดสติและประมาท ศีลข้อนี้คือการงดเว้นจากการดื่มสุราเมรัยและของมึนเมาทุกชนิด
ศีลข้อนี้มีความพิเศษกว่าศีลข้ออื่นตรงที่ถูกจัดว่าเป็น “ที่ตั้งแห่งความประมาท” เพราะเมื่อเมาแล้วย่อมขาดสติ แล้วอาจล่วงศีลข้ออื่นได้ทั้งหมดทั้งปวง ทั้งการฆ่า การลัก การประพฤติผิดในกาม และการพูดเท็จ โดยไม่รู้สึกตัว
องค์แห่งสุราเมรย
การล่วงศีลข้อสุราเมรยจะสำเร็จเป็นกรรมบถ ต่อเมื่อประกอบพร้อมด้วยองค์ 4 ประการ ได้แก่
- มทนียํ ของเป็นเครื่องเมา มีสุราเป็นต้น
- ปาตุกมฺยตาจิตฺต จิตใคร่จะดื่ม
- ตชฺโช วายาโม มีความพยายามดื่ม
- ปีตปฺปเวสน ดื่มให้ล่วงลำคอเข้าไป
อธิบายองค์ทั้ง 4 โดยละเอียด
๑. มทนียํ ของเป็นเครื่องเมา มีสุราเป็นต้น
วัตถุที่ดื่มต้องเป็นของที่ทำให้เกิดความมึนเมา ได้แก่ สุรา (เหล้าขาว เหล้าป่า เหล้าสาโทที่หมักจากธัญชาติ) เมรัย (เหล้าหมักจากผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำตาล เช่น องุ่น แอปเปิล อุ) และของมึนเมาอื่น ๆ ที่ทำให้คนบริโภคเมาเสียสติ ไม่ว่าเรียกชื่ออย่างไร ยาเสพติดและสารเสพติดทั้งหลายก็จัดอยู่ในข่ายของศีลข้อนี้ด้วยเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๒. ปาตุกมฺยตาจิตฺต จิตใคร่จะดื่ม
ผู้ดื่มต้องมีเจตนาใคร่จะดื่มของมึนเมานั้น หากดื่มไปโดยไม่รู้ว่าเป็นของเมา เช่น ดื่มผิดแก้ว หรือถูกทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นน้ำเปล่า ก็ไม่เป็นสุราเมรยเต็มขั้น แต่เมื่อรู้แล้วและยังดื่มต่อไป ก็เป็นได้
๓. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามดื่ม
ผู้ดื่มต้องลงมือพยายามดื่ม ไม่ว่าจะดื่มเอง ยกให้กัน จ้างวาน หรือบังคับให้ผู้อื่นดื่ม ก็ถือเป็นความพยายามเช่นกัน ต่างกันเพียงผู้ลงมือประกอบเองหรือใช้ผู้อื่นเท่านั้น
๔. ปีตปฺปเวสน ดื่มให้ล่วงลำคอเข้าไป
ของเมานั้นต้องกลืนลงไปล่วงลำคอเข้าไปสู่ร่างกาย เมื่อกลืนเข้าไปแล้วจึงถือว่าศีลขาดเต็มขั้น หากเพียงอมไว้ในปากแล้วบ้วนทิ้ง หรือกลั้วคอแล้วไม่กลืนลงคอ ก็ยังไม่เป็นสุราเมรยเต็มขั้น
โทษและผลของการล่วงศีลข้อสุราเมรย
พระผู้มีพระภาคตรัสโทษของการดื่มน้ำเมาไว้หลายประการ ทั้งในทางธรรมและทางโลก ได้แก่
- เสียทรัพย์ทรัพย์สินเงินทองโดยเปล่าประโยชน์
- ก่อการทะเลาะวิวาท เพราะคนเมาย่อมขาดสติยับยั้ง
- เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ และทำลายสุขภาพ
- เสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่เป็นที่น่านับถือของผู้อื่น
- ไร้ความละอาย เปิดเผยกายที่ควรปกปิด ประพฤติไม่สมควรต่าง ๆ
- เสียสติปัญญา ไม่สามารถรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะ
ผู้ใดยังละภัยและเวร ๕ ประการไม่ได้ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ทุศีล
เมื่อกายแตกทำลาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกองฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๗๘/๒๙๘ (เวรสูตร)
ยิ่งกว่านั้น สุราเมรยเป็นบ่อเกิดของความประมาทซึ่งเป็นหนทางแห่งความเสื่อมทั้งปวง คนเมาย่อมทำอะไรก็พลาด ทั้งการงาน อุบัติเหตุบนท้องถนน และการทำลายชีวิตของตนเองและผู้อื่น
อานิสงส์ของการงดเว้นสุราเมรย
- มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ คิดอ่านและตัดสินใจได้ถูกต้องอยู่เสมอ
- ประหยัดทรัพย์ ไม่สูญเสียเงินทองไปกับของมึนเมา
- มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคที่เกิดจากการดื่มของมึนเมา
- เป็นที่น่าเคารพนับถือและไว้วางใจของครอบครัวและสังคม
- รักษาศีลข้ออื่นได้บริสุทธิ์ เพราะใจไม่ประมาท จึงเป็นฐานของสมาธิและปัญญา
วิธีปฏิบัติให้ศีลข้อนี้บริสุทธิ์
- ตั้งใจงดเว้นการดื่มของมึนเมาทุกชนิดอย่างเด็ดขาด แม้ในงานเลี้ยงหรือสังคมใด ๆ
- หลีกเลี่ยงการคบหาสมาคมกับผู้ที่มัวเมาในอบายมุข และหมั้นอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
- เลือกดื่มแต่น้ำสะอาด เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารที่ปลอดภัย
- หมั่นระลึกถึงโทษของสุราเมรยและคุณค่าของการมีสติที่สมบูรณ์
- เมื่อเห็นผู้อื่นพลาดพลั้งดื่มของมึนเมา ก็ควรชักชวนให้เขาเลิก อย่างน้อยก็ควรป้องกันไม่ให้เขาไปทำร้ายผู้อื่น
ข้อเตือนใจ
สุราเมรยเป็นยาพิษที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง เพราะมันทำลายสติปัญญา ทรัพย์สิน ชื่อเสียง และความสงบสุขของครอบครัวได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผู้ที่สามารถงดเว้นจากของมึนเมาได้ตลอดชีวิต ย่อมเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ เป็นที่พึ่งของครอบครัวและสังคมได้อย่างแท้จริง
สญฺญมโต เวรํ น จียติ.
เมื่อคอยระวังอยู่ เวรย่อมไม่ก่อขึ้นที. มหา. ๑๐/๑๕๙
การรักษาศีลข้อสุราเมรยจึงเป็นการคุ้มครองศีลข้ออื่น ๆ ทั้งหมด เพราะเมื่อใดที่เราปราศจากความมึนเมา เราย่อมมีสติอยู่เสมอ และสตินั้นเองที่จะคอยยับยั้งกายวาจาใจของเราจากความชั่วทั้งปวง เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย สงบสุข และเจริญก้าวหน้าในธรรมสืบไป
ฯลฯ
