(บทความนี้รอภาพที่เราสร้างเอง สำหรับนำมาตั้งเป็น Featured Image)
หนึ่งในความอึดอัดใจที่สุดของชีวิตการทำงาน คือการถูกคนอื่นเอาเปรียบเรื่องหน้าที่ ผลประโยชน์ หรือการถูกโยนภาระงานมาให้อย่างไม่เป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับไม่สามารถแสดงอารมณ์โวยวาย หรือหักด้ามด้วยขวานได้ เนื่องจากบริบทตำแหน่ง หน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ยังคงต้องเกี่ยวข้องกันอยู่
พฤติกรรมชอบเอาเปรียบมักเกิดจากบุคคลที่เห็นโอกาสและฉวยโอกาสเมื่อเห็นผู้อื่นเกรงใจ คนกลุ่มนี้มักมีวาทศิลป์ในการโยนงานให้ดูเหมือนเป็น “ความไว้วางใจ” หรือใช้สถานะที่เหนือกว่ามาบีบบังคับกลายๆ หากเราตอบรับด้วยความเกรงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็จะมองว่านั่นคือมาตรฐานปกติที่เราต้องรับผิดชอบ
การรับมืออย่างชาญฉลาดไม่ใช่การทนก้มหน้ารับภาระจนใจพัง และไม่ใช่การเปิดศึกฉอดกันกลางออฟฟิศ แต่เป็นการใช้ “สัมมาวาจา” ร่วมกับการกำหนดขอบเขต (Boundaries) อย่างมีหลักการ
วิธีปฏิบัติอันดับแรกคือการสร้าง “ลายลักษณ์อักษร” ทุกครั้งที่มีการมอบหมายงานหรือตกลงเรื่องผลประโยชน์ ให้ใช้วิธีสรุปประเด็นผ่านอีเมลหรือข้อความสื่อสารขององค์กร เช่น “ตามที่เราคุยกันเมื่อเช้า ผมสรุปขอบเขตงานส่วนของผมตามนี้นะครับ เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างเป็นระบบ” การทำเช่นนี้เป็นการตั้งขอบเขตโดยไม่ต้องปะทะอารมณ์
หากโดนผลักภาระงานมาให้เพิ่ม ให้ฝึกปฏิเสธด้วยเทคนิครักษาสิทธิ์อย่างสุภาพ เช่น “ผมยินดีช่วยครับ แต่ตอนนี้มีงานสำคัญ X และ Y ที่ต้องส่งตามกำหนด หากรับงานนี้เพิ่ม งาน X อาจจะล่าช้า อยากให้จัดลำดับความสำคัญใหม่อย่างไรดีครับ” การโยนการตัดสินใจกลับไปแบบนี้จะทำให้ผู้เอาเปรียบต้องคิดหนักขึ้น
ในทางธรรม เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง “ความเมตตา” กับ “ความโง่เขลา” การเมตตาผู้อื่นจนทำร้ายตัวเองและส่งเสริมให้ผู้อื่นทำผิดย่อมไม่ใช่เมตตาที่ถูกต้อง หากคุณต้องการศึกษาแนวทางการรับมือเมื่อเพื่อนร่วมงานมีพฤติกรรมลืมตัว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ รับมืออย่างไร… เมื่อเพื่อนที่เคยสนิทลืมตัวหลังได้ตำแหน่ง
และหากต้องเผชิญกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบจับผิดและไม่ยอมรับความผิดของตนเอง ลองทบทวนมุมมองใน เมื่อต้องทำงานกับคนชอบตำหนิคนอื่น แต่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ
