เมื่อมีการเบียดบังหรือยักยอกเงินส่วนรวมเกิดขึ้น ผู้กระทำความผิดมักมองเห็นเพียงแค่ “เงินที่ได้มา” แต่กลับมองไม่เห็น “รอยแผลที่มองไม่เห็น” ซึ่งขยายวงกว้างออกไปสร้างความเสียหายแก่ผู้คนนับแสน เพื่อให้เห็นภาพตามความเป็นจริง เราสามารถจำแนกผลของการกระทำออกเป็น 3 มิติหลัก:
1. ผลในปัจจุบัน (ผลกระทบระดับบุคคล)
– ความสูญเสียความไว้วางใจ: ความน่าเชื่อถือที่สะสมมาทั้งชีวิตจะถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อความจริงปรากฏ ไม่มีใครสามารถซื้อความไว้วางใจกลับคืนมาได้ด้วยเงิน
– ความสัมพันธ์พังทลาย: มิตรภาพ ความเคารพรักจากญาติมิตรและมวลชนจะแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังและตั้งข้อสงสัย
– ความหวาดระแวงในใจ: ผู้ที่ทำผิดต้องจมอยู่กับความหวาดผวา กลัวการถูกตรวจสอบ กลัวความจริงแตก ต้องสร้างโกหกซ้อนโกหกจนหาความสงบใจไม่ได้
2. ผลทางสังคมและองค์กร
– การทำลายศรัทธาของประชาชน: ยิ่งองค์กรนั้นเป็นวัดหรือมูลนิธิขนาดใหญ่ ผลกระทบยิ่งร้ายแรง ผู้คนจำนวนมากจะเกิดความท้อแท้ หมดศรัทธาในการทำความดี และเลิกบริจาคช่วยเหลือส่วนรวม
– ผลกระทบต่อเยาวชน: เมื่อเยาวชนเห็นผู้ใหญ่ในตำแหน่งน่าเคารพเบียดบังทรัพย์ส่วนรวม อาจทำให้กรอบความคิดเรื่องความซื่อสัตย์ในจิตใจของคนรุ่นหลังเกิดความสั่นคลอน
– การเสียโอกาสของสาธารณประโยชน์: เงินบริจาคที่ถูกยักยอกไป คือทุนการศึกษาที่เด็กยากไร้ควรได้รับ คือยาและอุปกรณ์แพทย์ที่ผู้ป่วยควรได้ใช้
3. ผลทางธรรม (หลักกรรมตามความเป็นจริง)
ในทางพระพุทธศาสนา คำว่า “กรรม” แปลว่า “การกระทำอันประกอบด้วยเจตนา” เราต้องแยกแยะระหว่างหลักธรรมกับเรื่องที่มนุษย์ตรวจสอบได้:
– เจตนาคือตัวกรรม: ความหนักเบาของกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเตรียมการ, คุณธรรมของผู้เสียหาย (ทรัพย์ส่วนรวม ทรัพย์ผู้ทรงศีล ทรัพย์ผู้ยากไร้), และผลกระทบต่อคนหมู่มาก
– ข้อควรระวังในการมองเรื่องกรรม: เราไม่สามารถไปฟันธงหรือแต่งเรื่องขึ้นมาเองได้ว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะต้องไปเกิดเป็นอะไร หรือรับวิบากกรรมรูปแบบใดแน่นอนในอนาคต เพราะวิบากกรรมเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งอจินไตย
– แต่สิ่งที่บอกได้ตามหลักธรรมคือ: จิตที่เต็มไปด้วยความโลภ ยักยอก และหลอกลวง ย่อมเป็นจิตที่เศร้าหมอง และจิตที่เศร้าหมองย่อมนำไปสู่สภาวะชีวิตที่ร้อนรุ่มทั้งในปัจจุบันและอนาคต
