ความเข้าใจผิดร้ายแรงประการหนึ่งในสังคมไทย คือการคิดว่า “หากเราเคารพพระ หรือเคารพผู้ใหญ่ เราต้องห้ามตรวจสอบ” ความคิดเช่นนี้ทำให้ระบบการดูแลทรัพย์สินหย่อนยาน และกลายเป็นการส่งเสริมช่องโหว่ให้คนทุจริตโดยไม่รู้ตัว
หลักการที่ถูกต้องคือ ”ความเคารพไม่ใช่การปิดตา และการตรวจสอบไม่ใช่การดูหมิ่น” ระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้สร้างขึ้นเพราะความงมงายหรือจ้องจับผิด แต่สร้างขึ้นเพื่อ ”ปกป้องผู้บริสุทธิ์” และ ”ป้องกันคนดีไม่ให้หลงผิดไปตามสิ่งยั่วยวน”
หลักปฏิบัติในการวางระบบป้องกัน
1. การแยกเงินและบัญชี: แยกบัญชีส่วนตัว บัญชีวัด/องค์กร และบัญชีโครงการเฉพาะออกจากกันเด็ดขาด
2. การแยกหน้าที่ (Segregation of Duties): ผู้ถือเงิน ผู้อนุมัติจ่าย และผู้ตรวจบัญชี ต้องไม่เป็นบุคคลเดียวกัน
3. การมีหลักฐานและเปิดเผย: ทุกการรับ-จ่ายต้องมีเอกสารใบเสร็จหรือสลิปโอนเงินที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
4. กรรมการหลายฝ่าย: ไม่ปล่อยให้คนๆ เดียวควบคุมทุกขั้นตอน ยิ่งองค์กรใหญ่ ยิ่งต้องมีระบบตรวจสอบหลายชั้น
5. การตรวจสอบอย่างสุภาพ: ผู้พบความผิดปกติควรใช้ช่องทางตามระเบียบ ไม่กล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน และไม่ใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน
—
ทางออกสำหรับผู้ที่รู้ตัวว่าทำผิด (5 ขั้นตอนการกลับใจ)
หากใครที่เคยถลำลึกเข้าไปในวงจรการเอาเงินส่วนรวม แล้วเกิดสติสะกิดใจขึ้นมา ทางธรรมไม่ได้ปิดประตูตาย แต่เสนอขั้นตอนการแก้ไขอย่างทรงเกียรติ 5 ประการ:
5 ขั้นตอนการดึงตนเองออกจากความผิด (Rehabilitation Steps):
1. หยุดกระทำทันที: หยุดการเบียดบัง ยักยอก หรือหมุนเงินเพิ่มขึ้นเด็ดขาด
2. ยอมรับความจริง: เลิกหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ยอมรับกับตนเองว่าสิ่งที่ทำคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
3. คืนทรัพย์และชดใช้: คำนวณยอดเงินที่เคยเอาไป แล้วหาทางนำกลับมาคืนกองทุนให้ครบถ้วน
4. รายงานต่อผู้มีหน้าที่: เข้าพบผู้บังคับบัญชาหรือกรรมการเพื่อแจ้งความจริงและแสดงความบริสุทธิ์ใจในการแก้ไข
5. ยอมรับผลและอธิษฐานจิตใหม่: ยอมรับผลตามระเบียบหรือกฎหมายด้วยความกล้าหาญ และตั้งสัจจะว่าจะไม่แตะต้องทรัพย์ส่วนรวมอีกตลอดชีวิต
