ในสังคมการทำงานหรือแม้แต่ในครอบครัว เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบเจอกับคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่วจนกลายเป็น “ความถือตัว” หรือที่ภาษาธรรมเรียกว่ามี “มานะ” คนกลุ่มนี้มักเชื่อมั่นว่าความคิดของตนถูกต้องที่สุด และเมื่อทำผิดพลาด พวกเขาจะสร้างกำแพงป้องกันตัวเองอย่างหนาแน่น ทำให้การตักเตือนหรือทักท้วงกลายเป็นเรื่องยากลำบากหรือถึงขั้นเป็นไปไม่ได้
ลักษณะเด่นของคนกลุ่มนี้คือ เมื่อมีคนพยายามให้คำแนะนำ พวกเขามักจะโต้กลับด้วยเหตุผลร้อยแปดเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ผิด หรือบางครั้งอาจแสดงอาการไม่พอใจอย่างรุนแรง
ตัวอย่างเช่น หากคุณพยายามเตือนเพื่อนร่วมงานเรื่องข้อผิดพลาดในรายงาน เขาอาจสวนกลับทันทีว่าคุณไม่เข้าใจบริบทงานของเขา หรือพยายามหาจุดบกพร่องของคุณมาโจมตีกลับเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น
การพยายามเอาชนะคนที่มีทิฏฐิมานะสูงด้วยการโต้เถียงด้วยเหตุผล มักลงเอยด้วยความเหนื่อยหน่ายและการทะเลาะเบาะแว้งที่รุนแรงขึ้น เพราะเป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่การหาความจริง แต่อยู่ที่การรักษาหน้าตาและปกป้องอัตตาของตนเอง
ทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการถอยออกมาก้าวหนึ่ง และใช้ “อุเบกขา” (ความวางเฉย) เป็นเครื่องมือ เมื่อคุณได้ทำหน้าที่ในการตักเตือนหรือชี้แจงอย่างสุภาพและชัดเจนที่สุดแล้ว หากเขาปฏิเสธที่จะรับฟัง หน้าที่ของคุณก็สิ้นสุดลงตรงนั้น
เทคนิคการสื่อสารที่ได้ผลกับคนกลุ่มนี้คือการพูดคุยด้วยข้อเท็จจริงล้วนๆ หลีกเลี่ยงการใช้คำที่กระทบความรู้สึกหรือดูเหมือนเป็นการสอน เช่น แทนที่จะบอกว่า “คุณทำผิดตรงนี้” อาจใช้ประโยคว่า “ข้อมูลในส่วนนี้ดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไปจากตัวเลขตั้งต้น เราลองมาดูด้วยกันไหม”
แม้จะใช้ศิลปะการพูดขั้นสูงแล้ว แต่ถ้ากำแพงอีโก้ของเขายังสูงตระหง่าน สิ่งสำคัญที่สุดคือการอนุญาตให้ตัวเอง “ปล่อยวาง” ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เขาเลือกเอง และไม่นำความดื้อรั้นของเขามาเป็นความหงุดหงิดในใจเรา
(หากคุณเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากการที่ทำดีแล้วคนไม่เห็นค่า สามารถอ่านวิธีวางใจได้ในบทความ: ทำดีแล้วไม่มีใครเห็น ยังควรทำต่อหรือไม่)
