หลายคนเริ่มนั่งสมาธิด้วยความตั้งใจว่าจะทำให้ใจสงบ แต่เมื่อหลับตาลงกลับพบว่าความคิดมากมายวิ่งเข้ามาพร้อมกัน เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องคนในครอบครัว หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่ได้คิดถึงมาทั้งวันก็ผุดขึ้นมา จนรู้สึกว่าตัวเองทำสมาธิไม่สำเร็จ ความจริงแล้วอาการเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถในการฝึก แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นธรรมชาติของจิตได้ชัดขึ้น
ก่อนอื่นควรเปลี่ยนความเข้าใจว่า “สมาธิ” ไม่ใช่การบังคับให้ไม่มีความคิดเลย ใจของคนเราย่อมรับรู้และคิดไปตามเหตุปัจจัย หน้าที่ของผู้ฝึกในช่วงแรกจึงไม่ใช่การไล่ความคิดออก แต่คือการรู้ตัวว่าเผลอคิดแล้ว และค่อย ๆ กลับมารับรู้อารมณ์กรรมฐานที่กำหนดไว้ เช่น ลมหายใจ เมื่อรู้ว่าใจลอยก็กลับมา เมื่อใจลอยอีกก็กลับมาอีก การกลับมานี่เองคือส่วนหนึ่งของการฝึก
ผู้เริ่มต้นอาจเริ่มจากเวลาสั้น ๆ ที่ทำได้จริง แทนที่จะตั้งเป้าว่าต้องนั่งนานจนรู้สึกกดดัน อาจเลือกช่วงเวลาที่ร่างกายไม่เหนื่อยเกินไปและสถานที่ที่ไม่รบกวนมาก นั่งให้สบายแต่ไม่ปล่อยตัวจนง่วง จากนั้นรับรู้ลมหายใจตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องทำให้ลมหายใจยาวหรือสั้นเป็นพิเศษ หากรู้สึกว่าความคิดเข้ามามาก ก็เพียงรู้ว่ากำลังคิด แล้วกลับมาที่ลมหายใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือไม่ตัดสินตัวเองระหว่างฝึก หลายคนเสียเวลาไปกับความคิดว่า “ทำไมคนอื่นนั่งได้ แต่เราทำไม่ได้” ความคิดนี้กลับทำให้ใจวุ่นวายกว่าเดิม การฝึกสมาธิจึงควรเป็นพื้นที่ที่เราได้เรียนรู้ใจ ไม่ใช่สนามสอบที่ต้องได้คะแนน เมื่อรู้ตัวว่าฟุ้งซ่าน ให้มองเห็นมันอย่างตรงไปตรงมา แล้วเริ่มต้นใหม่โดยไม่ต้องตำหนิตัวเอง
ในชีวิตประจำวัน เราสามารถนำหลักเดียวกันมาใช้ได้ด้วย เช่น ระหว่างรับประทานอาหารให้รู้ว่าเรากำลังกิน ระหว่างเดินให้รู้ว่ากำลังเดิน หรือระหว่างสนทนาให้ฟังคนตรงหน้าแทนการเตรียมคำตอบในใจ การฝึกสติในกิจวัตรเล็ก ๆ จะช่วยให้เราเห็นว่าความสงบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเวลาที่นั่งหลับตา
เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอาจไม่ใช่การที่ความคิดหายไปทั้งหมด แต่อาจเป็นการที่เรารู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อใจหลุดออกจากปัจจุบัน และกลับมาได้โดยไม่ต้องต่อสู้กับตัวเอง นั่นเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ เพราะเป้าหมายของการฝึกไม่ใช่การสร้างใจที่ไม่เคยฟุ้งซ่าน แต่คือการรู้จักใจของตัวเองและไม่ปล่อยให้ทุกความคิดลากเราไปโดยไม่รู้ตัว
