คู่มือจิตอาสาวัด ๒.๑: การสร้างใจให้แข็งแกร่ง เปลี่ยนกระทบเป็นกระเทาะ และการรับมือคนเห็นแก่ตัว
ถอดบทเรียนการบริหารอารมณ์ การกู้พลังใจเมื่อถูกเอาเปรียบ และการวางใจในสมาธิภาวนาเมื่อต้องทำงานร่วมกับคนหมู่มาก
๑. สภาพความจริงของการทำงานจิตอาสาในสังคม
หลายคนเมื่อก้าวเข้ามาทำหน้าที่จิตอาสาสร้างบารมีในวัด มักคาดหวังว่าจะพบเจอแต่คนดี คนน่ารัก และความราบรื่นเรียบร้อย แต่ในความเป็นจริง วัดคือศูนย์รวมของผู้คนหลากหลายร้อยพ่อพันแม่ ทั้งผู้ที่เข้ามาด้วยความศรัทธา ผู้ที่กำลังมีความทุกข์ และผู้ที่ยังคงมีกิเลสโลภ โกรธ หลง ติดตัวมา เมื่อมาทำงานร่วมกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความขัดแย้ง การกระทบกระทั่ง หรือการพบเจอคนเห็นแก่ตัว
หากจิตอาสาไม่มีเกราะป้องกันทางอารมณ์ที่เข้มแข็ง เมื่อถูกติเตียน ถูกมองข้าม หรือถูกเอาเปรียบ ก็อาจเกิดความเสียใจ เกิดความน้อยใจ และถึงขั้นละทิ้งการทำความดีไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนคนอื่น แต่คือการฝึกสร้าง “ใจที่แข็งแกร่ง” ของตนเองขึ้นมาจากภายใน
๒. เปลี่ยนเรื่อง “กระทบ” ให้เป็นเครื่อง “กระเทาะ” กิเลส
หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า คำว่า “กระทบ” นั้น หากเรามองในแง่ร้าย มันคืออุปสรรคที่ทำให้เราบาดเจ็บ แต่หากเรามองในแง่ธรรมะ มันคือสิ่งกระเทาะเอาความยึดมั่นถือมั่น ตัวตน และอัตตาของเราออกไป:
๒.๑ ถือคำติเตียนเป็นอาจารย์: เมื่อถูกต่อว่าหรือถูกนินทา อย่าเพิ่งรีบโกรธ ให้ถอยออกมาพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง หากเราผิดจริง ให้ขอบคุณที่เขาชี้ข้อยกพร่องให้ปรับปรุง แต่หากเราไม่ได้ผิด ให้ถือเสียว่าเขาพยายามช่วยฝึกขันติบารมีให้แก่เรา
๒.๒ อย่าเก็บขยะอารมณ์ไว้ในใจ: คำพูดอารมณ์ของคนอื่นเปรียบเสมือนของเสีย หากเขาขว้างมาแล้วเราไม่รับ มันก็ตกอยู่ข้างนอก ไม่เคยเข้ามาเผาผลาญดวงใจของเราได้เลย การไม่เอาคำคนมาคิดวนซ้ำคือวิถีแห่งผู้ปัญญาไว
๓. แนวทางการรับมือกับคนเห็นแก่ตัวและการถูกเอาเปรียบ
เมื่อต้องทำงานร่วมกับคนที่คอยหลบเลี่ยงงาน หรือคนที่ชอบเอาหน้าเอาตาโดยไม่ทำหน้าที่ ให้จิตอาสาปฏิบัติด้วยหลักธรรมดังนี้:
๓.๑ เอาชนะด้วยการทำหน้าที่ให้สมบูรณ์: อย่าหยุดทำดีเพียงเพราะคนอื่นไม่ทำ หน้าที่ของเราคือการสร้างบุญกุศล ใครจะเอาเปรียบ บุญกุศลของเขาก็หล่นหาย แต่บุญจากการตรากตรำทำงานของเราจะสลักอยู่ในดวงจิตของเราเต็มเปี่ยม
๓.๒ สื่อสารด้วยความจริงใจและระเบียบปฏิบัติ: หากการเอาเปรียบกระทบกระเทือนถึงระบบส่วนรวม ให้ยกเรื่องเข้าสู่การพูดคุยในทีมอย่างเป็นทางการ แจกจ่ายภาระงานด้วยตารางที่ชัดเจน โดยไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัวเข้าไปตัดสิน
๓. ๓ อภัยทานและแผ่เมตตา: มองด้วยความสงสารว่า คนที่เห็นแก่ตัวคือคนที่น่าสงสารที่สุด เพราะเขากำลังสั่งสมวิบากกรรมตระหนี่และความตกต่ำในอนาคต การแผ่เมตตาให้เขาจะช่วยล้างความขุ่นมัวในใจเราได้ดีที่สุด
๔. การพักใจ ณ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เพื่อเติมพลังบารมี
เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเหน็ดเหนื่อยจากการทำหน้าที่ ให้จิตอาสาหาเวลาปลีกวิเวกนั่งสมาธิภาวนา หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน น้อมนำใจกลับมาหยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ท่องภาวนา “สัมมา อะระหัง” ในใจเบาๆ เมื่อใจหยุดนิ่ง ความสุขบริสุทธิ์จะเกิดขึ้น พลังบารมีจะกลับคืนมา และเราจะมีกำลังใจในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรรับใช้พระศาสนาต่อไปอย่างมั่นคง
สำนักงานเลขานุการและหมู่คณะจิตอาสา — volunteersdelight.com
