(บทความนี้รอภาพที่เราสร้างเอง สำหรับนำมาตั้งเป็น Featured Image)
การทำงานร่วมกับบุคคลที่มักจะสอดส่องหาข้อบกพร่องของผู้อื่นเพื่อนำมาวิจารณ์ แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตนเอง เป็นหนึ่งในความท้าทายที่สูบพลังงานชีวิตอย่างมาก บุคคลลักษณะนี้มักมีกรอบความคิดที่ว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของความถูกต้อง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลไกป้องกันตัวแรกของพวกเขาคือการชี้นิ้วหาผู้กระทำผิด ซึ่งมักจะเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเขาเอง
รูปแบบพฤติกรรมนี้มักสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในจิตใจลึกๆ การยอมรับผิดสำหรับพวกเขาอาจตีความได้ถึงความพ่ายแพ้หรือการสูญเสียคุณค่า ดังนั้นการวิจารณ์คนอื่นจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ยกสถานะของตนเองให้ดูสูงขึ้นหรือรอดพ้นจากความรู้สึกผิด
เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับคนประเภทนี้ การโต้แย้งเพื่อพิสูจน์ความจริงมักไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดี เพราะเขาไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจ แต่ฟังเพื่อหาช่องโหว่มาโต้กลับ
การรับมือที่เหมาะสมควรเริ่มต้นจากการปรับกระบวนการคิดของเราเอง โดยอาศัยหลักธรรม “โยนิโสมนสิการ” หรือการพิจารณาไตร่ตรองให้แยบคาย เมื่อได้รับคำวิจารณ์ ให้เราแยกแยะให้ออกระหว่าง “เนื้อหาที่มีประโยชน์” กับ “อารมณ์ที่แฝงมา” หากคำติชมนั้นมีจุดที่นำมาปรับปรุงงานได้จริง ให้รับมาเฉพาะส่วนนั้น แต่ทิ้งถ้อยคำที่บั่นทอนหรือการพยายามโยนความผิดไว้กับผู้พูด
การวางตัวที่ดีที่สุดคือการรับฟังด้วยความสงบ ไม่แสดงความหงุดหงิดหรือพยายามปกป้องตัวเองด้วยอารมณ์ การตอบกลับสั้นๆ เช่น “รับทราบในมุมมองของคุณครับ เดี๋ยวเราจะลองไปพิจารณาดู” เป็นการตัดบทที่สุภาพและทำให้เขาไม่สามารถสานต่อความขัดแย้งได้
สิ่งสำคัญที่คุณต้องรักษาสุดชีวิตคือ “ความเชื่อมั่นในตัวเอง” อย่าปล่อยให้คำตัดสินของคนที่ไม่เคยมองเห็นความผิดของตนเอง มาเป็นบรรทัดฐานในการประเมินคุณค่าของคุณ
(หมายเหตุ: สำหรับการรับมือคำพูดบั่นทอนหรือคำพูดเหน็บแนม โปรดติดตามในบทความ “รับมือคำพูดเหน็บแนม” และ “คนไม่มีระเบียบแต่ชอบสั่งสอนผู้อื่น” ซึ่งจะตีพิมพ์ในโอกาสต่อไป)
