ความคิดมากมักเริ่มจากเรื่องเล็กที่ใจยังวางไม่ลง
เมื่อเกิดเรื่องไม่เป็นไปตามที่คาด เรามักย้อนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คาดเดาสิ่งที่ยังไม่เกิด และตั้งคำถามซ้ำว่าหากวันนั้นตัดสินใจอีกแบบจะเป็นอย่างไร การคิดทบทวนอาจช่วยให้เราเรียนรู้ แต่หากวนอยู่กับคำถามเดิมโดยไม่มีการลงมือทำ ความคิดก็อาจกลายเป็นความเหนื่อยที่สะสมอยู่ในใจ
การฝึกใจจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการพยายาม “หยุดคิด” ทันที เพราะยิ่งบังคับตัวเองไม่ให้คิด บางครั้งความคิดกลับยิ่งชัดขึ้น สิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าคือรู้ว่าเวลานี้กำลังคิดเรื่องอะไร และแยกให้ออกว่าเรื่องใดแก้ได้ เรื่องใดต้องรอ และเรื่องใดอยู่นอกอำนาจของเรา
แยกสิ่งที่ควบคุมได้ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ลองแบ่งปัญหาออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือสิ่งที่เรายังทำได้ เช่น การพูดคุย การขอโทษ การวางแผนใหม่ การพักผ่อน หรือการแก้ไขงาน ส่วนที่สองคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วและการตัดสินใจของคนอื่น เมื่อแยกได้ชัด ใจจะมีพื้นที่สำหรับการลงมือทำมากขึ้น และลดการใช้พลังกับสิ่งที่เราไม่สามารถบังคับให้เป็นดังใจ
การฝึกสติในชีวิตประจำวันก็ช่วยได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งนาน เพียงหยุดจากสิ่งที่กำลังทำ สูดลมหายใจอย่างรู้ตัว และสังเกตความคิดที่เกิดขึ้นโดยไม่รีบตัดสินว่าเป็นความคิดที่ดีหรือไม่ดี การเห็นความคิดเป็นเพียงความคิด ช่วยให้เราไม่ต้องเชื่อทุกเรื่องที่ใจบอกในทันที
ให้ใจอยู่กับเรื่องที่กำลังทำ
เมื่อรับรู้ว่าตัวเองกำลังคิดมาก ให้กลับมาที่งานตรงหน้า เช่น กินอาหารก็รู้ว่ากำลังกิน เดินก็รู้ว่ากำลังเดิน หรือทำงานก็ทำทีละขั้น การกลับมาอยู่กับปัจจุบันไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่ช่วยไม่ให้ใจสร้างปัญหาเพิ่มจากการคาดการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น
ท้ายที่สุด การฝึกใจของคนคิดมากไม่ใช่การทำให้ตัวเองไม่มีความคิด แต่คือการรู้จักความคิดและไม่ปล่อยให้ความคิดพาเราไปทุกทาง เมื่อรู้ว่าอะไรทำได้ก็ลงมือทำ เมื่อรู้ว่าอะไรเกินอำนาจก็ฝึกวาง และเมื่อใจกลับมาฟุ้งอีกครั้งก็เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
