เมื่อเรามองไปยังอนาคตของสังคม สิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องทรัพย์สินส่วนรวมและพระศาสนา ไม่ใช่การสร้างลูกกรงที่หนาขึ้น หรือการเขียนกฎหมายที่ลงโทษรุนแรงขึ้น แต่คือการ ”ปลูกฝังคุณค่าเรื่องสัจจะและความซื่อสัตย์ไว้ในจิตใจของคนรุ่นหลัง”
สำหรับเยาวชน ลูกหลาน และผู้ที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ดูแลสังคมในวันข้างหน้า มีบทเรียนสำคัญ 2 ประการที่ควรยึดถือไว้เป็นหลักชีวิต:
1. “ของที่คนอื่นมอบหมายให้เรา ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่ใช่ของเรา”
ไม่ว่าเราจะถือเงินกองทุนห้องเรียน เงินทอนจากการซื้อของให้พ่อแม่ หรือเงินบริจาคระดับล้านบาท ให้จำไว้เสมอว่า ”เงินฝากไม่ใช่เงินเรา” ความเกรงใจและขอบเขตที่ชัดเจนต่อทรัพย์สินของผู้อื่น คือเครื่องหมายของมนุษย์ผู้มีอารยธรรม
2. “ความซื่อสัตย์ไม่ได้เริ่มต้นตอนมีเงินล้าน แต่เริ่มต้นจากเงินเล็กๆ ที่ไม่มีใครเห็น”
คนจำนวนมากมักคิดว่า *”ตอนนี้ฉันหยิบเงินเศษเล็กเศษน้อยไม่เป็นไร หรอก ไว้ฉันดูแลเงินล้านแล้วฉันค่อยซื่อสัตย์”* นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง เพราะจิตใจฝึกฝนผ่านความคุ้นชิน หากเราละเลยความซื่อสัตย์ในเงิน 5 บาท 10 บาท เมื่อมีโอกาสดูแลเงินล้าน จิตเราก็พร้อมจะละเลยเช่นเดียวกัน
—
ข้อความฝากถึงผู้ถือเงินในอนาคต
> ”หากวันหนึ่งในอนาคต ท่านได้รับความไว้วางใจให้ถือครองหรือดูแลเงินส่วนรวม แม้จะเป็นเงินเพียงแค่ 1 บาท…
>
> จงจำไว้ว่า เงิน 1 บาทนั้น อาจมาจากหยาดเหงื่อ ความยากลำบาก และคราบน้ำตาของใครบางคนที่เจียดมาด้วยความศรัทธา
>
> และการรักษาความซื่อตรงต่อเงิน 1 บาทนั้นอย่างสุดหัวใจ ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติยศของตัวท่านเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยรักษาศรัทธาและความงดงามของสังคมมนุษย์ไว้ให้อยู่สืบไป”
