บางครั้งบาดแผลทางใจที่เจ็บปวดที่สุดไม่ได้มาจากการถูกด่าทอตรงๆ แต่มาจากการสนทนาที่อีกฝ่ายใช้คำพูดท่าทางกดข่มให้เราดูด้อยกว่า คนที่ชอบยกตนข่มท่านมักมีศิลปะในการพูดอวดอ้างความสำเร็จของตนเอง พร้อมๆ กับการแทรกประโยคที่ทำให้คนฟังรู้สึกตัวเล็กลง
พฤติกรรมนี้อาจมาในรูปแบบของเพื่อนที่ชอบอวดของใช้ราคาแพงแล้วถามคุณว่าทำไมยังใช้ของเก่าๆ อยู่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่นำความสำเร็จของลูกหลานตนเองมาเปรียบเทียบกับชีวิตของคุณอย่างจงใจ
สิ่งแรกที่ควรตระหนักเมื่อเผชิญกับสถานการณ์นี้คือ พฤติกรรมชอบข่มผู้อื่นมักมีรากฐานมาจากความไม่มั่นคงในใจ (Insecurity) คนที่รู้สึกเติมเต็มและเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง จะไม่มีความจำเป็นต้องเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้น การกระทำของพวกเขาเป็นเพียงกลไกป้องกันตัวเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกด้อยค่าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว เราสามารถเปลี่ยนความรู้สึกโกรธเคืองให้กลายเป็นความเข้าใจ และบางครั้งอาจถึงขั้นรู้สึกเมตตาได้ ตามหลักธรรม “อหิงสา” (การไม่เบียดเบียน) เราไม่จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการอวดอ้างกลับเพื่อแย่งชิงความเหนือกว่า เพราะนั่นเท่ากับเราเดินลงไปเล่นในเกมที่เขาถนัดและยอมรับค่านิยมที่เขาสร้างขึ้น
ศิลปะการวางใจที่ทรงพลังที่สุดคือการ “ไม่รับของขวัญที่เต็มไปด้วยพิษ” เมื่อเขาส่งคำพูดข่มเหงมา หากเรายิ้มรับด้วยความสงบ ไม่แสดงอาการหวั่นไหว หรือเพียงแค่พยักหน้ารับรู้โดยไม่ต่อความยาว คำพูดเหล่านั้นก็จะหล่นร่วงไปโดยไม่สามารถเจาะทะลุเกราะกำบังในใจเราได้
การรู้จักคุณค่าของตัวเองอย่างถ่องแท้เป็นกุญแจสำคัญ ตราบใดที่เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรและมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น คำตัดสินของคนอื่นก็เป็นเพียงเสียงลมพัดผ่าน หากคุณกำลังมองหาวิธีสร้างความมั่นคงในใจตนเอง ลองทบทวนมุมมองใหม่ในบทความ ความสุขที่แท้จริงคืออะไร และเราจะพบได้จากที่ไหน
จำไว้เสมอว่า คนที่พยายามกดคุณให้ต่ำลง คือคนที่กำลังยืนอยู่ต่ำกว่าคุณในแง่ของความมั่นคงทางจิตใจ
