ง่ายแต่ลึก 1 |EP.5| ทำลายสุสานแห่งความกลัว

Date:

Share post:

ทำลายสุสานแห่งความกลัว : ขุดรากเหง้าความกลัวให้หมดสิ้น แล้วเชื่อมั่นอย่างมีหลักวิชชา

มีสิ่งหนึ่งที่ขวางหัวใจเราอยู่ทุกวัน ทำให้เกิดความวิตกกังวล คือความรู้สึกลึก ๆ ว่า กลัวจะไม่เห็น กลัวจะทำไม่ได้ กลัวจะทำไม่เป็น ไม่เห็นดวง ไม่เห็นกาย ไม่เห็นองค์พระ ชาตินี้คงจะไม่ได้เห็นกับเขามั้ง ยิ่งมีภารกิจมาก เรื่องราวก็เยอะ อายุก็ใกล้จะเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ความกลัวเหล่านี้ฝังใจเรา เป็นสุสานแห่งความกลัวถูกฝังอยู่ในจิตใจจนขึ้นสมอง หลวงพ่อธัมมชโยสอนให้เรามาขุดรากเหง้าของความกลัวออกไปเสียให้หมด ทำลายความรู้สึกชนิดนี้ให้หมดสิ้น ทลายกำแพงแห่งความกลัวว่า จะไม่ได้ ไม่เห็น ไม่เป็น ให้มันล่มสลายไป

ทำลายสุสานแห่งความกลัว : ความกลัวคือภูเขาหิมาลัยขวางทางเข้าถึงธรรม

  • ความกลัวเหมือนภูเขาหิมาลัยขวางหนทาง: ความกลัวจะไม่เห็น ไม่ได้ ไม่เป็น มันเหมือนภูเขาหิมาลัยขวางหนทางการเข้าถึงธรรมของเรา มาทำลายมันไปซะ ขุดรากเหง้าแห่งความกลัวที่ฝังอยู่ในสุสานของหัวใจออกไปทิ้งเสียให้หมด แล้วให้เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นอย่างมีหลักวิชชาว่า เราต้องได้ ต้องเห็น ต้องเป็น
  • เชื่อมั่นอย่างมีเหตุมีผล ว่ามีดวงธรรมอยู่ในตัว: ต้องเชื่ออย่างมีเหตุมีผล เพราะว่าการที่เรามีกายมนุษย์หยาบทรงอยู่ได้เป็นรูปเป็นร่างนี้ ก็เพราะว่ามีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่อยู่ตรงฐานที่ ๖ กลางท้องของเรา ในระดับเดียวกับสะดือ
  • ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖: สมมติว่าเราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งขึงจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งขึงจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงนี้เรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่อยู่ตรงนี้ มีทุกคนเลย แม้ตัวเราก็มี ลูกเราก็มี หลานเราก็มี ชาวโลกทุกคนก็มีหมด ถ้าไม่มีธรรมดวงนี้กายหยาบอยู่ไม่ได้ ถ้าธรรมดวงนี้ดับ กายหยาบก็ต้องล่มสลายดับไปเหมือนกัน คือต้องตาย ที่เรายังมีชีวิตอยู่ เพราะธรรมดวงนี้เขาหล่อเลี้ยงทรงรักษาเอาไว้
  • ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗: ธรรมดวงนี้จะเห็นได้เมื่อเราเอาใจมาหยุดนิ่ง ๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่เหนือจากฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่าเรานำนิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้เรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อเราเอาใจมาหยุดนิ่ง ๆ อยู่ที่ตรงนี้ พอถูกส่วนเข้า ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ก็จะลอยขึ้นมา กลายมาเป็นดวงปฐมมรรค เอาไว้ให้เราเข้ากลางไปพบพระรัตนตรัยในตัว ไปสู่อายตนนิพพานได้
  • ทุกอย่างพร้อมแล้ว อย่ากลัวว่าจะไม่เห็นธรรม: ใจเรามีอยู่ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก็อยู่ในตัวเรา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ก็มีอยู่ ความรู้หรือวิธีการที่จะเข้าถึงก็มีอยู่ แถมยังมีครูบาอาจารย์คอยเป็นกัลยาณมิตรให้ คอยนั่งเป็นเพื่อน คอยแนะนำ คอยประคับประคองให้เราได้เข้าถึง ก็มีทุกอย่างอย่างนี้แล้ว เราจะต้องไปกลัวทำไมว่า เราคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นธรรมะกับเขาในชาตินี้ กลัวไม่เข้าเรื่อง
  • ความกลัวทำให้ขี้เกียจ หรืออยากได้เกินส่วน: ความกลัวอย่างนี้จะทำให้เราขี้เกียจนั่ง เบื่อหน่าย นั่งแบบซังกะตาย หรืออยากได้อยากเห็นมากเกินส่วนไป มันล้ำเกินไป เปลี่ยนจากฉันทะมาเป็นความอยาก พอความอยากมาอยู่ตรงนี้ มันเกินไปมันก็เครียด เพราะฉะนั้น เลิกกลัวนะลูกนะว่าเราจะไม่เห็นธรรมะ
  • หลักแห่งความสำเร็จ: ถ้าเราได้ทำ เราก็ทำได้ ถ้าเราได้ทำทุกวัน เราก็เห็นได้เร็วเข้า ถ้ายิ่งถูกวิธี ก็ยิ่งเห็นได้เร็วใหญ่ เพราะฉะนั้นทำลายกำแพงแห่งความกลัวออกไปเสียให้หมด ทุบทิ้งไปเลย ให้มันล่มสลายไป ขุดรากเหง้าแห่งความกลัวที่ฝังในสุสานของหัวใจ กลัวไม่ได้ ไม่เห็น ไม่เป็น ขุดแล้วก็เอาไปทำลายเสียให้หมด แล้วก็ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ท่องคาถาสำเร็จว่า “แม้มืดตื้อ มืดมิด เราก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรม” ให้เบิกบานทีเดียว

ตัวอย่างผู้ทำได้จริง : จากความกลัวสู่ประสบการณ์ภายใน

  • ตัวอย่างที่หนึ่ง ใจรวมเป็นหนึ่ง พบแสงสว่างและตัวตน: มีหลายท่านมาเล่าให้ฟังว่า ชาตินี้คงไม่มีโอกาสเห็นกับเขาหรอก นั่งมาตั้งนาน งานก็เยอะ ภารกิจก็มาก อายุขัยก็เพิ่มพูน ร่างกายก็เสื่อมไปทุกวัน ก็ได้แนะนำว่า เอาเถอะนั่งไปตามที่หลวงพ่อแนะ ทำง่าย ๆ สบาย ๆ เราลืมกฎเกณฑ์ชั่วคราวไว้ก่อน นั่งแบบสบาย สบาย ถ้าเรานึกถึงศูนย์กลางกายในตัวไม่ได้ นึกแล้วเครียด เราก็เอาตัวเราอยู่ในศูนย์กลางกาย ก็ทำไป ปรากฏว่า มีอยู่วันหนึ่งได้ผล ใจสบ๊าย สบาย ใจรวมพรึบ สว่างโพลงภายใน เห็นตัวเองสุกใสทีเดียว มีความสุขมาก เลยพลอยทำให้ทั้งบ้านเกิดการตื่นตัวอยากปฏิบัติธรรม เพราะคนที่มองดูแล้วว่าคงทำไม่ได้ หรือถ้าได้ก็ยากมากที่สุดยังทำได้ ก็เกิดการตื่นตัวปฏิวัติความคิดกันใหม่ ทำจิตให้สงบ แล้วก็พบแสงสว่าง พบตัวเอง พบองค์พระภายใน เห็นไหมจ๊ะว่า เขาก็ทำได้
  • ตัวอย่างที่สอง การหลับอย่างผู้รู้: บางคนก็บอกว่า วิธีที่หลวงพ่อบอกว่าให้ลืมกฎเกณฑ์ไว้ชั่วคราว คือเราลืมแต่เราก็ยังอยู่ในลู่ ที่บอกว่า ง่วงก็หลับ เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา หลวงพ่อบอกว่าหลับได้ แต่ต้องหลับอย่างผู้รู้ หลับแล้วต้องได้บุญ จิตต้องบริสุทธิ์ด้วย คือหลับในกลาง ผมรู้สึกสบายใจ ก็เลยปล่อยให้หลับ มันก็แปลก พอเราอยากให้หลับ ดันไม่หลับ มันอยู่ในระดับที่คล้าย ๆ กับตอนผมใกล้จะหลับ แล้วมันโล่งไปเลย ผมก็ไม่ได้เห็นอะไรหรอก แต่มันโล่ง มันโปร่ง ระบบประสาทเหมือนตื่นตัวภายใน มันสดชื่น เหมือนเรานอนหลับไปสักตื่น แล้วตื่นขึ้นมา แต่มันยังไม่สดชื่นเท่ากับที่รู้สึกโล่ง โปร่ง เบา สบ๊าย สบาย ผมไม่เห็นอะไรนะ แต่ผมชอบจังเลย แล้วมันก็ไม่หลับ แล้วมันก็หายง่วง หายเพลีย ใจเบิกบาน เริ่มมีความรู้สึกรักการนั่ง อยากจะนั่ง เมื่อก่อนผมต้องฝืนนั่ง พยายามนั่ง เพราะผมอยากได้บุญ แล้วก็คิดว่ายังไงมันก็ไม่เห็นธรรมะ นั่งเอาบุญเอาขันติบารมีดีกว่า ก็นั่งไปอย่างนั้น แต่พอได้อารมณ์อย่างนี้เข้า ผมรู้สึกมีความหวังลึก ๆ นะ แต่ผมก็ไม่คาดหวังว่า มันจะได้วันไหน ผมพึงพอใจกับความรู้สึกที่โล่ง ๆ ว่าง ๆ เคว้งคว้างเหมือนอยู่กลางอวกาศ มันสบาย เบิกบาน ใจเป็นอิสระ ซึ่งผมไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้มาก่อน แต่ก่อนจะนั่งหรือไม่ได้นั่ง รู้สึกมันคับแคบ มันทึบ ๆ อึดอัด มันไม่โปร่งเลย แล้วก็จำได้ว่าหลวงพ่อเคยบอกว่า เรานั่งเอาธรรมะไม่ใช่นั่งเอาท่า แต่เรานั่งเอาธรรม นั่นมันท่านั่งทำสมาธิ นั่งสมาธิมันต้องสบาย ๆ ถ้านั่งท่าสมาธิก็ดูสวยดี ท่าสวยแต่ว่าเมื่อยฟรี เมื่อหลวงพ่ออนุญาตให้ขยับ ผมก็ขยับ บางครั้งผมก็ลุกไปเดิน ตอนนี้ผมสบาย ที่ว่าสบายคือ พอมันหายเมื่อย ผมก็นั่ง นั่งแล้วไม่ได้คิดอะไร คนที่เล่าถ่ายทอดออกมาให้ฟังอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เขาสว่างแล้วจ้ะ จากว่าง ๆ มาสว่างแล้ว นั่งยิ้มสดชื่นเบิกบานทีเดียว
  • ตัวอย่างที่สาม ใจรวมวูบ ไปสู่แสงสว่าง: บางคนก็บอกว่า หลวงพ่ออนุญาตให้ขยับได้ ให้ลุกไปเดินได้ ค่อยยังชั่ว ผมก็ทำตาม ขยับไม่ให้มีเสียงดังไปกระทบกระเทือนคนข้าง ๆ แต่ก่อนผมนั่งมันเมื่อย ผมก็นั่งเฉย ๆ เพราะไม่รู้จะคิดอะไร คิดก็คิดไม่ออก ก็เลยออกจากความคิด ทำจิตให้สงบ นิ่ง ๆ เฉย ๆ แล้วก็ไม่คิดอะไร ไม่ได้คิดว่าจะเห็นหรือไม่เห็น ก็นั่งเฉย ๆ โอ้ พอถึงจุดหนึ่งใจมันรวมวูบลงไปเหมือนตกจากที่สูง หล่นลงไป ผมตกใจ แต่ผมก็ชอบ พอมันหล่นไปแล้วมันสบาย แต่มันเสียว ๆ ก็รั้ง ๆ เอาไว้ แต่ก็รู้สึกสบาย แล้วก็ลึก ๆ ไกล ๆ เหมือนมีแสงอะไรอยู่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทำให้มีความหวัง อีกคนก็เป็นอย่างนี้
  • ตัวอย่างที่สี่ การลืมตาสลายความฟุ้ง: อีกคนหนึ่งบอกว่า ความฟุ้งเป็นอุปสรรคต่อหนูเหลือเกิน หนูพยายามปัด ๆ ความฟุ้งไม่ให้เกิดขึ้นในใจ เพราะเวลานั่งหนูมีน้อย ยิ่งปัดมันก็ยิ่งอึดอัด ยิ่งกระสับกระส่าย ทุรนทุราย ไม่มีความสุขเลย พอหลวงพ่อบอกให้ลืมตาได้ หนูก็ทำตาม เออ ความฟุ้งมันอยู่ที่หลับตาจริง ๆ พอเราลืมตามาดูลูกนัยน์ตาคุณยายอาจารย์ฯ นี่ภาษาเขานะ พบดวงตาท่านใสแป๋ว หนูมีความสุข อบอุ่นใจที่เห็นดวงตาของยาย หนูเลยหลับตาไปใหม่ ดวงตาคู่นั้นติดเข้าไปอยู่ในใจหนู หนูมองเห็นชัดทีเดียว เดี๋ยวนี้มีความสุขมาก
  • สลัดความกลัวออกไป ให้ใจเบิกบาน: นี่คือตัวอย่างที่เล่าให้ลูก ๆ ทุกคนได้รับทราบเอาไว้ว่า ถ้าเราทำถูกวิธีแล้วมันต้องเห็น เพราะฉะนั้นสลัดความกลัวว่าจะไม่เห็นออกไปจากใจเสียให้หมดในวันนี้ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเอาใจมาหยุดนิ่ง ๆ ที่จุดที่เรามีความรู้สึกพึงพอใจ นุ่ม ละมุนละไม ให้ใจเบิกบาน สบ๊าย สบาย ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ

นี้อธิษฐานจิต เมื่อนึกถึงบุญทุกบุญที่ทำผ่านมานับภพนับชาติไม่ถ้วนมาจนถึงวันนี้ รวมอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้วอธิษฐานจิตให้บุญนี้ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินของใจให้หมดสิ้นไป ให้เป็นผังสำเร็จติดไปในภพเบื้องหน้า ให้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภยศสรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย มีสติปัญญารักษาตน แล้วให้บุญนี้ถึงแก่หมู่ญาติ บรรพบุรุษ บุพการี ญาติสนิทมิตรสหายที่ละโลกไปแล้ว รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ให้ได้มีส่วนแห่งบุญที่เราทำเอาไว้อย่างดีแล้ว

บทความอื่นในชุด ง่ายแต่ลึก:

บทความนี้เรียบเรียงจากคำสอนของหลวงพ่อธัมมชโย ในรายการ “ง่ายแต่ลึก” ตอนที่ ๕ “ทำลายสุสานแห่งความกลัว” (ศุกร์ที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕)

spot_imgspot_img

Related articles

Veyyavaccamaya: The Spiritual Power of Volunteering and Helping Others

Among the 10 Ways of Creating Merit in Buddhist teachings, one of the most rewarding pathways that costs...

เวยยาวัจจมัย: อานิสงส์แห่งการช่วยงานบุญและจิตอาสาพัฒนาสังคม

ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ การทำบุญประการหนึ่งที่ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่ให้บุญกุศลและมงคลชีวิตอันยิ่งใหญ่ คือ "เวยยาวัจจมัย" หรือการขวนขวายช่วยงานบุญและงานจิตอาสาเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ความหมายและขอบเขตของเวยยาวัจจมัย เวยยาวัจจมัย หมายถึง การใช้กำลังกาย กำลังสติปัญญา และความสามารถในการขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยงานวัด งานศาสนา งานสาธารณประโยชน์ หรือการอำนวยความสะดวกให้ผู้อื่นทำความดีได้ราบรื่น ๔ อานิสงส์ใหญ่ของการขวนขวายช่วยงานจิตอาสา ได้รับการยกย่องนับถือและมีบริวารมิตรดี: ไปที่ใดก็จะมีคนคอยช่วยเหลือและมีกัลยาณมิตรรายล้อม จิตใจแช่มชื่น...

Overcoming Mental Fatigue: 5 Buddhist Principles for Releasing Expectations of Others

One of the primary causes of modern emotional exhaustion and burnout is tying our happiness to expectations of...

เมื่อใจเหนื่อยล้า: ๕ หลักธรรมปล่อยวางความคาดหวังในผู้อื่น

สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันเกิดภาวะหมดไฟและใจเหนื่อยล้า คือการนำจิตใจไปผูกไว้กับความคาดหวังในตัวผู้อื่น เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ใจจึงเกิดความเดือดร้อนและเป็นทุกข์ ๕ หลักธรรมดับทุกข์ทางใจและฟื้นฟูกำลังใจ เข้าใจอนิจจัง (ความไม่แน่นอน): คนทุกคนและทุกสถานการณ์ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา การคาดหวังให้ทุกอย่างคงที่จึงเป็นเรื่องขัดกับความจริง เข้าใจกฎแห่งกรรม: ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง การกระทำและพฤติกรรมของผู้อื่นขึ้นอยู่กับสติปัญญาและการสะสมของเขา เจริญเมตตาธรรม (Metta): ปรารถนาดีต่อผู้อื่นโดยไม่ตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องได้รับการตอบแทน ฝึกอุเบกขา (การวางเฉยด้วยปัญญา): เมื่อทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้ว ให้วางใจเป็นกลางอย่างเข้าใจโลก ทำสมาธิฟื้นฟูใจวันละ ๕ นาที: พักใจจากเรื่องราวภายนอก...